
ตึกสาธร ยูนีค ทาวเวอร์ (Sathorn Unique Tower) อาคารร้างสูง 49 ชั้นกลางกรุงเทพฯ ได้ปิดการขายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในราคาสูงถึง 4,000 ล้านบาท ล่าสุดคนจับผิด หรือจะจ้อจี้
ตึกร้าง สาทร ยูนีค ยืนเด่นเป็นสง่า บนถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพฯ ผลจากวิกฤติต้มยำกุ้งปี 40 เป็นหนึ่งในตึกที่ถูกกล่าวถึงด้านความแข็งแกร่ง หลังแผ่นดินไหวกรุงเทพ จนมีข่าวคนประกาศขายในราคา 4 พันล้านบาทเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ สุภาพ มิ่งศิริ ซึ่งระบุว่าเป็นนายหน้าผู้ดูแลการขายอาคาร ได้โพสต์ประกาศขายตึกสาธร ยูนีค พร้อมข้อมูลว่าอาคารดังกล่าวมีที่ดินขนาด 3.19 ไร่ ตั้งอยู่บนถนนเจริญกรุง ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา ไม่ถูกรบกวนทัศนียภาพโดยโครงการมรดกโลก
แม้อาคารจะยังสร้างไม่เสร็จเนื่องจากได้รับผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 (IMF) แต่ถูกออกแบบอย่างวิจิตรโดย อาจารย์รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์ สถาปนิกชื่อดังของไทย โดยมีระบบโครงสร้างรองรับแรงแผ่นดินไหว พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกระดับไฮเอนด์ เช่น สระว่ายน้ำ และทำเลใกล้รถไฟฟ้า BTS รวมถึงโรงแรมหรูริมแม่น้ำเจ้าพระยา
ล่าสุด วันที่ 1 เมษายน เพจเฟซบุ๊กของนายหน้าคนเดิมได้โพสต์ว่า ตึกสาธร ยูนีคสามารถปิดการขายได้สำเร็จในราคา 4,000 ล้านบาท โดยระบุข้อความว่า
“มาขายตึกคับ ขายได้แล้ว นะคับ ตึกสาธร 4 พันล้านบาท ป้ามาพรีเซ้นแบบก่อสร้าง EIA เดิม มาเหมือน นักเลงเลย ลูกค้า เจอป้าตื่นเต้นกว่าเจอโฉนดที่ดินอีก ขอบพระคุณ ลูกค้า ที่สนใจ 3 หมื่น แปดพัน หกแสนคน
แต่คนขอซื้อ ได้แค่คนเดียวนะคับ ป้ายังมีที่ดินที่กรุงเทพ อีก 200 กว่าแปลง ตึกอีก 80 กว่าตึก ให้ขายนะคับ โปรดอุดหนุนป้าด้วย นะคับ บ้านนอกเข้ากรุง ของแทร่”
โพสต์ดังกล่าวยังเปิดเผยว่ามีผู้สนใจเข้าชมโพสต์มากถึง 38,600 คน แต่สุดท้ายผู้ที่ปิดดีลได้มีเพียงรายเดียว ซึ่งนายหน้ายืนยันว่า ผู้ซื้อเป็น “คนไทย” หากเปิดตัวจะเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปอย่างแน่นอน
ในเวลาต่อมา โซเชียลมีเดียแห่แสดงความยินดี พร้อมตั้งข้อสงสัยและความคาดหวังต่ออนาคตของตึกแห่งนี้ที่กลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเมือง หวังว่าจะได้รับการบูรณะให้กลับมาใช้งานได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ทั้งนี้ “ตึกสาธร ยูนีค” ได้รับฉายาว่าเป็น “ตึกผี” หรือ “ตึกที่ยังไม่เสร็จที่โด่งดังที่สุดในกรุงเทพฯ” และเป็นที่รู้จักในวงกว้างจากการถูกนำไปเป็นโลเคชันถ่ายทำสารคดี ภาพยนตร์เพื่อนที่ระลึก ของ GTH มาแล้ว
ส่อคดีพลิก ขายตึกสาธร ยูนิค นายหน้าลบโพสต์เฟซ บรรจง จับผิด
ล่าสุด หลังจากกระแสข่าวขายตึกแพร่ไปทั่วโซเชียล ทีมข่าวไทยเกอร์ได้ตรวจสอบเฟซบุ๊ก ของนายหน้าอสังหาที่ลงประกาศโตึกอีกครั้ง พบว่าโพสต์ดังกล่าวไม่มีอยู่แล้ว
ขณะที่เซฟบุ๊ก เฮียบรรจง ของบรรจง ชีวมงคลกานต์ ผู้ประกาศข่าวดัง ได้ต้้งข้อสังเกตไว้ว่าอาจเป็นเรื่องจ้อจี้ เจ้าของตึก อาจารย์รังสรรค์ป่วยอยู่โรงพยาบาลหลายวันแล้ว
“ข่าวปิดการขายตึกร้าง’สาธรยูนีค’ 4 พันล้าน ได้กลิ่นดราม่าว่าจะเป็นเรื่องจ้อจี้ นายหน้าต้นเรื่องลบโพสต์แล้ว มีคนบอกว่าอาจารย์รังสรรค์ เจ้าของตึกไม่ได้ขาย นอนป่วยอยู่รพ.หลายวันแล้ว”
“อ่าว! นายหน้าที่อ้างขายตึก’สาธรยูนีค’4พันล้าน บอกกับนักข่าวเวิร์คพอยท์ว่ายังไม่ได้ทำสัญญานายหน้ากับเจ้าของตึก กำลังจะเข้าไปทำสัญญานายหน้า แต่ติดต่อคนจะซื้อได้แล้ว เอ๊ะยังไง? [ 2 เม.ย.68 ]” บรรจงระบุเพิ่มเติม
เปิดตำนาน เบื้องหลังตึกสาทร ยูนีค อ.รังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกผู้ถูกทำลาย กับความพังทลายที่ไม่ได้เกิดจากโครงสร้าง แต่จากกระบวนการยุติธรรม
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม เพจเฟซบุ๊ก “ช่างกฎหมายมันส์-Letitbelaw” ได้เผยแพร่โพสต์เล่าเรื่องราวชีวิตของ อาจารย์รังสรรค์ ต่อสุวรรณ สถาปนิกชื่อดัง ผู้ออกแบบตึกสาทร ยูนีค ทาวเวอร์ อาคารยังไม่เคยถูกใช้จริง เพราะหยุดสร้างลงกลางคันจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ปี 2540
แต่สิ่งที่ทำให้โครงการต้องกลายเป็น “โครงสร้างที่ยังไม่เสร็จตลอดกาล” กลับไม่ใช่เพียงแค่ปัญหาเศรษฐกิจ หากแต่เป็นผลพวงจาก คดีความร้ายแรงที่ลากอาจารย์เข้าสู่การพิจารณาของศาล ในยุคที่เพจดังกล่าวเรียกว่า “วิกฤตตุลาการ”
อาจารย์รังสรรค์ ถูกจับในข้อหาพัวพันคดีลอบสังหารประธานศาลฎีกาในขณะนั้น และถูกศาลชั้นต้นตัดสินจำคุก 15 ปี แม้ในเวลาต่อมาศาลฎีกาจะพิพากษาให้พ้นผิดและเป็นผู้บริสุทธิ์ แต่ก็ไม่อาจย้อนคืนความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชีวิตได้
“เมื่อโดนคดี นักลงทุนหนีหาย ไม่มีเงิน ตึกก็ไปต่อไม่ได้” — ข้อความหนึ่งในโพสต์ระบุ
แม้ในอดีต อาจารย์รังสรรค์เคยเป็นสถาปนิกแนวหน้าที่กล้าแตกต่าง ด้วยการนำเสนองานออกแบบสไตล์กรีก-โรมัน ที่เน้นความโค้งมนและอ่อนช้อย ท่ามกลางยุคที่นิยมความแข็งและเรขาคณิต งานออกแบบของท่านยังรวมถึงสนามกีฬาราชมังคลากีฬาสถาน ซึ่งเป็นผลงานร่วมกับทีมวิจัยจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
แต่หลังการถูกดำเนินคดี ภาพชีวิตก็เปลี่ยนไปตลอดกาล ท่านต้องกลายเป็น “บุคคลล้มละลาย” ไม่มีเงินทุนเดินหน้าโครงการ ตึกสาทร ยูนีคจึงกลายเป็นเพียงซากความฝันที่สูงเสียดฟ้า แต่ไร้การใช้สอยมานานกว่า 20 ปี
ทุกวันนี้ อาจารย์รังสรรค์หันหน้าเข้าหาศาสนา และเป็นที่รู้จักในวงการพระเครื่องในฐานะ “เซียนพระ” ที่มีความรู้และได้รับการยอมรับจากผู้คนจำนวนมาก
เพจ “ช่างกฎหมายมันส์” ทิ้งท้ายข้อเสนอว่า “ประธานศาลฎีกาควรมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน” เพื่อให้ความยุติธรรมไม่ผูกขาดอยู่กับอำนาจจากเบื้องบน และขอให้กรณีของอาจารย์รังสรรค์เป็นบทเรียนหนึ่งของสังคมว่า “ระบบยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรม สามารถทำลายคนดีได้จริง”
สิ่งที่ถล่มไม่ใช่ตึก แต่คือชีวิตคนหนึ่งคน ขอให้ประชาชนช่วยกันรักษาสติ และเอาชีวิตรอดให้ได้ในประเทศนี้
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
ขอบคุณเนื้อหาจาก Thaiger https://thethaiger.com/th/news/1379387/