คอลัมน์บอล

“เดอะ ลิเวอร์พูล สเลเยอร์!”: รู้จัก “มาร์กอส ญอเรนเต้” ตัวแสบดับฝันหงส์คายูโรเปี้ยนไนท์!

นับเป็นข่าวดีที่แฟนฟุตบอลทั่วโลกอยากได้ยินมากที่สุด กับการกลับมาอีกครั้งของลีกสูงสุดของอังกฤษหรือพรีเมียร์ ลีก ที่จะมีกำหนดกลับมาระเบิดความมันส์ให้เราได้สนุกกันอีกครั้งในวันที่ 17 มิถุนายนที่จะถึงนี้

ซึ่งคงไม่มีแฟนบอลทีมไหนจะตื่นเต้นเท่าเหล่าสาวกหงส์แดงอีกแล้ว เมื่อพวกเขากำลังจะได้เห็นทีมรักกลับมาสะสางภารกิจยกถ้วยแชมป์ลีกสูงสุดที่รอคอยมานานกว่า 30 ปี ให้แฟนบอลได้ชมแบบชื่นใจสักที แหม่จะได้แชมป์ทั้งทีอุปสรรคมันเยอะเหลือเกิน

แต่ฟุตบอลมันไม่ใช่อะไรที่การันตีผลได้อยู่แล้ว ตราบใดที่ยังแข่งไม่จบหรือผลยังไม่เป็นทางการ โอกาสพลาดแม้มีแค่ 1 % ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ อย่างเช่นฝันร้ายในค่ำคืนยูโรเปี้ยนไนท์ของทัพหงส์แดง ซึ่งนับเป็นนัดล่าสุดที่พวกเขาลงให้แฟนบอลได้ชมก่อนการแข่งขันฟุตบอลทั่วโลกต้องหยุดชะงักลง

หลังจากครองเกมบุกเหนือกว่าตลอดทั้งเกม โหมโจมตีหน้าปากประตูอย่างกับมรสุมทะเลซัดชายฝั่ง ในที่สุดลิเวอร์พูลก็มาได้ประตูที่พวกเขารอคอย ขึ้นนำแอตเลติโก้ มาดริด 2-0 ในช่วงต่อเวลาพิเศษจากโรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ส่งให้ลูกทีมของคล็อปป์ขึ้นนำโดยสกอร์รวม 2-1 พร้อมความมั่นใจ คลายความกดดันออกจากอก เชื่อมั่นว่าค่ำคืนนี้ที่แอนฟิลด์จะต้องเป็นค่ำคืนที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มเหมือนที่ผ่านมา

ทว่าลิเวอร์พูลเหมือนโดนสายฟ้าขนาดใหญ่ฟาดลงอย่างจังถึงสองที เมื่อตัวสำรองในเกมนั้นอย่าง “มาร์กอส ญอเรนเต้” ได้สร้างชื่อให้คนทั้งโลกรู้จักเขาภายในระยะเวลา 8 นาที ที่เจ้าตัวตะบันสองประตูสุดคม ก่อนได้โมราต้ามายิงปิดท้าย ฉกตั๋วแชมเปี้ยนส์ลีกรอบ 8 ทีมสุดท้ายออกมาจากมือลิเวอร์พูล คารังเหย้าที่เป็นสังเวียนเชือดคู่แข่งของแชมป์เก่าแบบหน้าตาเฉย

ตลอดทั้งเกมลิเวอร์พูลมีโอกาสเข้าทำถึง 35 ครั้ง ตรงกรอบ 12 ครั้ง ขณะที่ทัพตราหมี มีโอกาสยิงตรงกรอบเพียง 6 ครั้ง แต่สามารถเปลี่ยนเป็น 3 ประตู

กองกลางตัวรับที่ถูกเปลี่ยนลงมาแทนกองหน้าอย่าง ดิเอโก้ คอสต้าในครึ่งหลัง ทั้งๆที่ทีมสกอร์ตามหลัง แถมต้องการประตูเพื่อผ่านเข้ารอบ ดูจะเป็นแทคติคของซิเมโอเน่ที่ยังไงๆอยู่ แต่เชื่อว่าสาวกตราหมีก็คงไม่ติดใจอะไร เพราะตัวที่ลงไปอย่าง “มาร์กอส ญอเรนเต้” กลับลงไปสร้างฉายาใหม่ให้ตัวเองในฐานะ “เดอะ ลิเวอร์พูล สเลเยอร์!”

สำหรับใครที่ติดตามฟุตบอลลา ลีก้าน่าจะรู้จักห้องเครื่องรายนี้เป็นอย่างดีในฐานะนักเตะที่กรีดเลือดออกมาเป็นราชัน ชุดขาว แต่ปัจจุบันในสีเสื้อตราหมี เราจะไปทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้นกับกองกลางหมายเลข 14 ผู้ดับฝันหงส์แดงคาแอนฟิลด์

มาร์กอส ญอเรนเต้ โมเรโน่ หรือที่เพื่อนเรียกสั้นๆว่า “มาร์โก้” เกิดเมื่อวันที่ 30 มกราคม ปี 1995 ในกรุงมาดริด ประเทศสเปน ให้กับ มาเรีย โมเรโน่ คุณแม่ อดีตนักบาสเก็ตบอลอาชีพ และคุณพ่อ ปาโก้ ญอเรนเต้ อดีตนักฟุตบอล

เช่นเดียวกันกับครอบครัวอื่นๆที่มีรากฐานปูมาทางกีฬา ชีวิตของมาร์กอสในวัยเด็กค่อนข้างน่าสนใจไม่น้อย กับการที่เขาต้องรู้ว่าสายเลือดแห่งความเป็นนักกีฬานั้นได้ถูกส่งต่อมาสู่เขาผ่านทางสายเลือด โดยเฉพาะยีนแห่งความเป็นนักฟุตบอลที่เขาได้รับมาแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่บอกว่าน่าสนใจก็คือ สมาชิกญาติพี่น้องในครอบครัวของญอเรนเต้นั้นมีส่วนเกี่ยวข้องกับฟุตบอล และโดยเฉพาะเจาะจงกับ เรอัล มาดริดทั้งฝั่งพ่อและฝั่งแม่เลย เริ่มตั้งแต่คุณพ่อที่เป็นนักฟุตบอลในตำแหน่งปีกเคยเล่นให้กับทั้งแอตเลติโก้ มาดริดและแอต. มาดริด… ฟราซิสโก้ เจนโต้ คุณปู่ทวดที่เล่นในตำแหน่งเดียวกัน แถมยังถือสถิติหนึ่งกับมาดริดที่ยังไม่ถูกทำลาย และยังมี รามอน กรอสโซ่ อดีตดาวยิงราชัน ชุดขาวยุคปี 60-70 เป็นคุณตาของทั้งฝั่งแม่อีกด้วย

เห็นได้ชัดเลยว่านี้มันไม่ใช่สายเลือดที่ส่งผ่านกันมาแค่พ่อสู่ลูกเสียแล้ว…

เมื่อตอนที่เจ้าหนูมาร์กอสอายุได้ครบ 3 ขวบ ก็คือตอนเดียวกันกับที่ปาโก้ ญอเรนเต้ พ่อของเขาตัดสินใจแขวนสตั๊ด และแน่นอนว่าปาโก้ ก็ไม่ต่างอะไรจากคุณพ่อที่เป็นนักฟุตบอลอาชีพทั่วๆไป ที่ต้องเจ็บปวดกับการรีไทร์และย่อมไม่อยากเป็นคนสุดท้ายในครอบครัวที่ได้เดินบนเส้นทางสายลูกหนังที่ตนหลงไหล จนเกิดเป็นความคิดที่อยากผลักดันลูกน้อยของตัวเองให้สานฝันของผู้เป็นพ่อและของบรรพบุรุษต่อไปให้ได้ในอนาคต

มาร์กอสค่อนข้างสนิทกับ ปาโก้ คุณพ่อของเขามาก และจากการที่เขาเกิดมาในครอบครัวสายกีฬา โตมาในรากเหง้าที่มีคุณปู่คุณตาที่เคยกอบโกยเงินมาแล้วมากมายจากการเป็นนักเตะของเรอัลและแอตเลติโก้ มาดริด มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่เจ้าหนูรายนี้จะถูกเลี้ยงดูมาในครอบครัวที่มีฐานะร่ำรวยพอสมควร

ตั้งแต่เด็กมาร์กอสมีความฝันที่อยากจะร่วมก๊วน “มาดริดดิสต้า” ตามรอยบนเส้นทางที่คุณพ่อและปู่ย่าตายายเคยโลดแล่น แต่ก็ไม่ใช่ว่าเขาจะสามารถใช้เส้นสายหรือมีสิทธิพิเศษเกินเด็กคนอื่นเพียงเพราะมีพ่อเป็นอดีตนักเตะของสโมสร

แต่นับว่าเขาเองก็เป็นเด็กที่โชคดีคนหนึ่ง ที่ได้รายล้อมด้วยสมาชิกญาติผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างที่ดี โดยเจ้าตัวก็แอบฝันลึกๆว่าจะสามารถเข้าไปร่วมฝึกฝีเท้าในอะคาเดมี่ของทัพราชัน ชุดขาวได้ในสักวัน แม้ใจจะรู้ดีว่ามีงานหนักให้ต้องทำและเหน็ดเหนื่อยอีกมาก กว่าสโมสรยักษ์ใหญ่ที่ผูกพันธ์กับครอบครัวของเขาอย่างมาดริดจะเห็นแววและเรียกตัวไปทดสอบฝีเท้า

ในวัยละอ่อนเสื้อตัวโปรดของเขา ก็หนีไม่พ้นเสื้อแข่งของราชัน ชุดขาว ที่เจ้าตัวแทบจะใส่แบบวันเว้นวัน หรือประมาณ์ว่าถ้าซักเสร็จพร้อมใส่เมื่อไหร่ก็จะหยิบมันสวมเพื่อออกไปนอกบ้านเป็นตัวแรกเสมอ ประกอบกับความมุ่งมั่นที่อยากเป็นเดินตามรอยเท้าคุณพ่อก็ไม่เคยแว๊บหายไปจากใจเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

สำหรับญอเรนเต้ คนพ่อ ใช้เวลา 4 ปีหลังแขวนสตั๊ดถ่ายทอดวิชาสู่ลูกชายตัวน้อยให้ได้รู้จักกับคำว่าศาสตร์ของลูกหนัง เพราะตัวเขาเองก็เป็นนักฟุตบอลอาชีพระดับสูงอยู่แล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาจ้างโค้ชที่ไหน สอนพื้นฐานแค่นี้ถือว่าจิ๊บจ๊อยมาก และสิ่งที่สำคัญที่สุดที่คนมีประสบการณ์ระดับนั้นจะสามารถถ่ายทอดได้ดีกว่าคนอื่นนั้นก็คือ การใช้ชีวิตในแบบนักฟุตบอล การวางตัว ระเบียบวินัยและการเลี้ยงดูตัวเองโดยใช้ฟุตบอลเป็นอาชีพ ปาโก้ ทำทุกอย่างที่เขาทำได้เพื่อเป็นแบบอย่างและแรงบันดาลใจให้เจ้าหนูมาร์โก้ไม่ละทิ้งฝันไปกลางทางเสียก่อน

แต่ความจริงมันโหดร้ายกว่านั้น ในฐานะสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดทีมหนึ่งของสเปน รวมถึงของยุโรปและของโลก อะคาเดมี่ เรอัล มาดริดไม่ใช่สนามเด็กเล่น ที่นั่นเต็มไปด้วยเด็กฝีเท้าอัจฉริยะ มีแววเพรียบพร้อมสมชื่อราชัน การเข้าร่วมศูนย์ฝึกที่ครบครันนี้จึงบ่อยครั้งมาพร้อมความลำบาก และความกดดันมหาศาลที่เด็กน้อยคนนักจะรับมือไว้ ขณะที่มีอีกตั้งไม่รู้เท่าไหร่ที่ต้องถอดใจไป

ในปี 2020 ในที่สุดมาร์กอสก็ได้เริ่มต้นชีวิตลูกหนังก้าวแรกในอะคาเดมี่ แต่น่าเศร้าเหลือเกินที่มันไม่ใช่กับเรอัล มาดริดเหมือนที่เขาหวังไว้ในตอนแรก

ทางครอบครัวไม่ได้อยากกดดันญอเรนเต้ ที่เหมือนนกเพิ่งหัดบิน และก็ไม่ได้อยากให้ เจ้าตัวเล็กทิ้งฝันที่จะได้เข้าร่วมอะคาเดมี่ของมาดริดไป พวกเขาจึงตัดสินใจส่งมาร์กอสไปฝึกปรือฝีเท้ากับ ลาส โรซาส ทีมท้องถิ่นแถวบ้าน ตั้งอยู่ในเมืองที่ครอบครัวของเขาอาศัย ห่างจากตัวเมืองมาดริดเพียงแค่ 20 นาทีเท่านั้น ไม่ได้ไกลมาก

มาร์กอสเริ่มต้นพัฒนาฝีเท้ากับ ลาส โรซาส มาเรื่อยๆ จนจัดจ้านพอตัว สามารถขยับไปเล่นกับอะคาเดมี่ที่ดีขึ้น อย่าง นูเอว่า โรเซน่า (2006-2007) ราโย่ มายาดาฮองด้า (2007-2008) และเคยได้รับโอกาสลงเล่นให้ทีมของแอตเลติโก้ มาดริดในทัวร์นาเม้นหนึ่งช่วงปี 2007

แม้ว่าจะได้เล่นกับอะคาเดมี่ที่ไม่ได้ใหญ่โตและโด่งดังอะไร แต่ญอเรนเต้ก็ยังไม่ลืมภารกิจที่ต้องทำให้ฝันอย่างการได้สวมเสื้อชุดขาวเป็นจริง ซึ่งจากการที่ได้คุณพ่อคอยสนับสนุนและผลักดัน เขารู้ตัวเองดีว่าต้องมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตัวเองต่อไป เรื่องถอยหลังกลับนี่ลืมไปได้เลยและวันหนึ่งโอกาสที่รอคอยจะแวะเวียนมาหาเอง

และแล้วความปลื้มปิติจากครอบครัวของญอเรนเต้ก็มาถึง โดยเฉพาะอย่างยิ่งปาโก้ ที่ทราบข่าวว่าลูกชายไม่ได้เพียงแค่ถูกเรอัล มาดริดเรียกตัว แต่ยังผ่านด่านทดสอบสุดหินสำหรับการเข้าร่วมศูนย์ฝึกเยาวชนของราชัน ชุดขาวเรียบร้อยแล้วด้วย

ในที่สุดความพยายามอย่างหนักของมาร์กอส ก็ทำให้ฝันของเขาเป็นจริงเสียที เขาพัฒนาฝีเท้าของตัวเองอย่างก้าวกระโดดภายใต้อะคาเดมี่ที่พร้อบพร้อม เต็มไปด้วยบุคลากรสต๊าฟฟ์โค้ชมากฝีมือที่พร้อมปลุกปั้นเด็กๆเหล่านี้ ป้อนเข้าสู่วงการฟุตบอลอาชีพ

เขากลายเป็นเด็กที่มีฝีเท้าโตเกินวัย ปราดเปรื่องในเรื่องการคอนโทรลบอลที่เหมือนพรสวรรค์ติดตัว รวมไปถึงความสามารถในการเลี้ยงกินตัวฝั่งตรงข้ามที่เขาเข้าใจถึงประโยชน์ของมันอย่างท่องแท้ตั้งแต่ยังเด็ก มาร์กอสไต่เต้าในอะคาเดมี่แต่ละชุดขึ้นมาเรื่อยๆ เผชิญหน้าคู่ต่อสู้มาแล้วแทบจะทุกรูปแบบ อีกทั้งยังเคยสวมปลอกแขนกัปตันทีมให้ราชัน ชุดขาว ชุดจูเนียร์มาแล้ว

หลังจากเจ้าตัวสร้างความประทับใจกับทีมชุดเยาวชน จนหลายฝ่ายยกให้เป็นอีกหนึ่งเพชรเม็ดงามของสโมสร ต่อมามาร์กอสได้ถูกดันขึ้นไปวาดลวดลายกับทีมเรอัล มาดริด บี ซึ่งตอนนั้นมีซีเนดีน ซีดาน เป็นเฮ้ดโค้ชให้กับทีมชุดสำรองอยู่

จนกระทั่งปี 2017 ที่มิดฟิลด์หน่วยก้านดีได้มีโอกาสกระทบไหล่บรรดาแข้งจากทีมชุดใหญ่อย่างมาเรียโน่ ,อิสโก้ ,โมดริช,และโครส บวกกับซีซั่น 2017-2018 ที่เป็นเหมือนปีทองของเขา มาร์กอสมีส่วนพาทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ยูฟ่า ซูเปอร์คัพ และฟีฟ่า คลับ เวิลด์ คลับ ที่เจ้าตัวช่วยซัดประตูในชิงชนะเลิศ คว้ารางวัลแมนออฟ เดอะ แมตช์ไปครอง

ซึ่งถึงแม้ว่าญอเรนเต้จะสามารถทำตามฝันที่อยากเป็นเหมือนคุณพ่อและคุณปู่ให้เป็นจริงได้แล้ว แถมยังประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วกับทัพราชันชุดขาวในแง่ของโทรฟี่ แต่ดูเหมือนจะไม่ได้เป็นชีวิตที่เพอร์เฟ็คเสียทีเดียว เมื่อยังมีบางอย่างที่ติดอยู่ในใจเขาในฐานะนักเตะกาลาติกอส

มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เขาจะสามารถเบียดแย่งตัวจริงกับโทนี่ โครสหรือกาเซมิโร่ได้ เรอัล มาดริดเป็นทีมที่มีผู้เล่นแข็งแกร่งอยู่แล้วแทบจะทุกตำแหน่ง การก้มหน้าก้มตาซ้อมและรอโอกาสดูจะไม่ใช่ทางเลือกที่มาร์กอสอยากจะเป็น โดยเฉพาะเมื่อเค้าเล่นในยุคที่ ซาดาน ตำนานนักเตะของทีมเข้ามาคุมโอกาสที่ได้ก็ยิ่งน้อยไปใหญ่

วันที่ 20 มิถุนายน 2019 หลังจากพิจารณาถี่ถ้วนแล้วว่าที่ผ่านมาก็ประสบความสำเร็จกับมาดริดมาแล้วไม่น้อย และมันถึงเวลาแล้วที่จะต้องออกไปหาทีมใหม่เพื่อเวลาลงเล่นที่สม่ำเสมอกว่าเดิม ในที่สุดมาร์กอสในวัย 24 ปี ก็ถูกขายให้กับทีมบ้านใกล้เรือนเคียงอย่าง “แอตเลติโก้ มาดริด” จนเกือบคำถามคาใจมากมายเกิดขึ้นเกี่ยวกับการตัดสินใจในครั้งนี้ ว่าเกิดจากฟอร์มที่กำลังดิ่งลงหรือเกิดขึ้นเพราะคำแนะนำจากครอบครัวกันแน่?

เรอัล มาดริดได้ประกาศเรื่องการย้ายทีมของ ยอเรนเต้ ผ่านทางทวิตเตอร์ของ สโมสร ว่า “เรอัล มาดริด และแอตเลติโก มาดริด บรรลุข้อตกลงในการย้ายทีมของ มาร์กอส ยอเรนเต้”

“สโมสรต้องขอขอบคุณความมุ่งมั่นและความเป็นมืออาชีพของนักเตะ ที่แสดงออกมาตลอด ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และจะเป็นแบบอย่างที่ดี ให้กับนักเตะในอคาเดมี่ นับตั้งแต่เข้ามาอยู่กับเราในปี 2008 จนกระทั่งขึ้นมาสู่ทีมชุดใหญ่”

“เรอัล มาดริดหวังว่านักเตะทุกคนของเรา จะเป็นกลายเป็นสุดยอดนักเตะ ในการท้าทายครั้งใหม่”

ทว่าเรื่องกลับไม่ได้ออกมาดีเท่าไหร่นัก เมื่อแฟนบอลส่วนใหญ่ ต่างเข้ามาตอบโต้ด้วยออกอาการไม่ค่อยพอใจ เนื่องจากพวกเขาประทับใจในฟอร์มการเล่นของญอเรนเต้ อีกทั้ง สโมสร ยังเลือกที่จะปล่อยตัวนักเตะไปให้กับทีมคู่แข่งอย่าง แอตฯ มาดริด

ทัพตราหมี จัดการควักเงินจำนวน 40 ล้านยูโร (ประมาณ 1,440 ล้านบาท) ให้ “ราชันชุดขาว” และเซ็นสัญญามิดฟิลด์ที่จะเป็นตัวแทนของโรดรี้ให้อยู่ค้าแข้งในถิ่น ว่านต๋า เมโตรโปลีตาโน่ เป็นเวลา 5 ปี ตามแบบพ่อของเขาที่ครั้งหนึ่งเคยค้าแข้งให้กับเรอัลและแอต มาดริดมาก่อนเช่นกัน

“ผมไม่รู้จะพูดอะไรเกี่ยวกับซิเมโอเน่เลย พวกคุณคงรู้จักเขาดีอยู่แล้ว” ญอเรนเต้ กล่าว

“เขาเป็นโค้ชที่เปี่ยมไปด้วยจิตวิญญาณแห่งชัยชนะ และความสามารถที่จะถ่ายทอดสิ่งต่างๆสู่นักเตะของเขา”

“ผมหลงใหลวิธีการทำงานของเขา มันเป็นคาแรคเตอร์ประจำตัวเขาที่ดึงดูดผมได้พอๆกันกับโปรเจ็คของสโมสร ผมไม่ต้องคิดซ้ำสองเลยที่จะมาที่นี่”

“ผมรู้ว่าการย้ายจากเรอัลมาแอตเลติโก้ ไม่ได้เกิดขึ้นบ่อยนัก แต่มันคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับผม ผมมีความสุขและดีใจมากๆที่ได้มาอยู่ตรงนี้”

“ผมจะมุ่งมั่นทำงานหนักและเสียสละเพื่อช่วยสโมสรในทุกครั้งที่มีโอกาส และแน่นอนผมจะสู้เพื่อเสื้อตัวนี้ นี่คือการตัดสินใจที่ผมและครอบครัวมั่นใจแล้วว่ามันดีที่สุดสำหรับตัวผมเอง”

จริงอยู่ที่ความฝันและความพยายามทั้งชีวิตของญอเรนเต้ ก็เพื่อจะได้ขึ้นมาเป็นสตาร์ราชัน ชุดขาว แต่การที่เขาเลือกเดินออกมา ก็ไม่ใช่การทิ้งฝันแต่อย่างใด เขามาถึงที่หมายอย่างสง่างาม คว้าแชมป์ยุโรปกับทีม สูดอากาศอันสดชื่นและหอมหวานเข้าไปเต็มปอดแล้ว แต่ในที่ที่เราไร้ซึ่งความสำคัญ ท้ายที่สุดแล้วคนเรามันจะทนอยู่ได้สักแค่ไหน… วันนี้ญอเรนเต้แค่เลือกการผจญภัยครั้งใหม่ให้กับตัวเองเท่านั้น และเขาก็กำลังแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆในฐานะจอมทัพของฝูงตราหมี

นี่ก็เกือบปีเต็มๆแล้วที่เจ้าตัวตัดสินใจถอดมงกุฏราชันทิ้งไว้ข้างหลัง ซึ่งมันก็ถือว่าไม่เลวเลยกับฉายาใหม่สุดเท่ที่เขาได้รับอย่าง “เดอะ ลิเวอร์พูล สเลเยอร์” กับลูกยิงที่ทำให้คนทั้งโลกต้องหันมาถามว่า ไอ้หนุ่มนี่มันคือใครวะ!

By @Lyngunn


ขอบคุณเนื้อหาจาก ShotOnGoal.com

 

Ad Space

You Might Also Like