บอลอังกฤษ

“ผีแดง” ผู้มากับโควิด และ ผู้ควบคุม VAR ท่านเป็น “น่ารัก”

พรีเมียร์ลีกเตะกันเข้าสู่สัปดาห์ที่ 2 แล้วนะครับ และขยับเข้าดือนกรกฏาคมซึ่งเป็นเดือนที่ทุกฝ่ายตั้งใจจะเข้าป้ายตามกำหนดเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกทั้ง สกาย และ บีที ปรับเงิน

ผมเชื่อว่าหลายคนน่าจะเห็นกันด้วยตาแล้วว่าทีมไหนที่ฟอร์มก่อนและหลังโควิดเป็นคนละเรื่องซึ่งวันนี้ แมนฯยูฯ เหมือนจะหยุดเขายากจริงๆ หลังเอาชนะ ไบรจ์ตัน แบบ outclass 3-0

ถ้าเป็นผู้ชายก็ต้องเรียกว่า ขึ้นแล้วกูลงยาก

เอาจริงๆ “ปีศาจแดง” ก่อนพักเบรกเริ่มมาแล้วนะครับ 2 ใน 3 นัดก่อนเบรกเอาชนะทั้ง เชลซี และ แมนฯซิตี้

แต่กลายเป็นช่วงโควิดทำให้นักเตะหลายคนหายเจ็บกลับมาโดยเฉพาะ พอล ป็อปบา ที่ไม่ได้ลงสนามเลยตั้งแต่คริตมาสต์

จากที่เคยมีข่าวรุงรังว่าจะถูกขายแต่ผมว่าตอนนี้ “เคมี” การเล่นเข้ากับ บรูโน่ เฟอร์นานเดซ เอามากๆ ดูแดนกลางของ ยูไนเต็ด lively มีชีวิตชีวากว่าเดิมเยอะมาก นัดเจอ เชฟฯยูฯ เป็นยังไงนัดนี้ก็ยังเหมือนเดิม

การยิง 2 ประตูของ เฟอร์นานเดซ ในเกมนี้เป็นการแสดงให้เห็นว่านักเตะมี class ต่อให้เพิ่งย้ายมาเมื่อต้นปีมันก็ไม่ต้องพิสูจน์กันนาน รวมสถิติตอนนี้เฉพาะ พรีเมียร์ลีก 8 นัด ยิง 5 จ่าย 3

ทำให้ค่าตัวที่จ่ายไป 47 ล้านปอนด์และ add-on ที่จะทำให้ตัวเลขไปหยุดอยู่ที่ 67.7 ล้านปอนด์ถูกเป็นขี้ไปเลยครับเมื่อเทียบจากเรตนักเตะฝีเท้าระดับนี้

และยิ่งเห็นความแตกต่างชัดเจนเมื่อ อันเดรียส เปเรย์ร่า ผู้ที่ลงมาแทนทำเสียแดนกลางจนเกือบปล่อยให้เจ้าถิ่นหลุดไปส่อง ก่อนน้า เนมันย่า มาติช ที่ 2 นัดหลังเล่นดีเหลือเกินต้องมาเช็ดขี้ให้

สิ่งที่เป็นสัญญาณดีๆของเกมนี้อีกอย่างคือจังหวะที่ได้ลูก 3 มาจากการสวนกลับซึ่งนับตั้งแต่บอลโดนหัว แฮร์รี่ แม็คไกวร์ ซึ่งโหม่งเคลียร์จากในเขตโทษตัวเองจนถึงปลายตีนของ เฟอร์นานเดซ ใช้เวลาทั้งสิ้น 11 วินาที จากนักเตะ 4 คนและเล่นแค่ 3 จังหวะเท่านั้นเอง

ตอนนี้ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา น่าจะได้ 11 ตัวจริงที่ดีที่สุดโดย เมสัน กรีนวู้ด ยึดตำแหน่งตัวจริง 2 นัดติด เบียด ดาเนี่ยล เจมส์ อย่างเป็นทางการไปเรียบร้อยแล้ว

อย่างที่ผมเคยบอกเอาไว้ในเกมที่ ยูไนเต็ด เจอ สเปอร์ส “มิติ” การเล่นทางฝั่งขวาของทีมเยือนถูกดักทางง่ายหากยังใช้ เจมส์ และ วาน-บิสซาก้า คู่กัน ต้องมีคนถนัดซ้ายเพื่อให้คู่แข่งสับสนบ้าง

ดังนั้นผลงานยิง 1 จ่าย 1 ของ “กรีนวู้ด” จึงเป็นการสถาปนาตัวเองที่ต่อจากนี้ “เฮียยิ้ม” ไม่กล้าตัดชื่อแน่นอนแล้ว

สำหรับ ไบรจ์ตัน คงต้องดิ้นรนกันต่อไปในเมื่อเลือกจะเล่นฟุตบอลสไตล์นี้แบบเต็มตัว คือ แกรห์ม พอตเตอร์ เพิ่งอายุ 45 ปีจึงถือเป็นโค้ชยุค modern นิยมการต่อบอลเท้าสู่เท้า ตั้งเกมมาจากแดนหลัง

แต่การเล่นแบบนี้ถ้านักเตะศักยภาพไม่ถึง โอกาสที่บอลจะตายในพื้นที่อันตรายมีสูงรวมถึงเกมรุกต้องเหนื่อยกว่าทีมระดับเดียวกันที่เล่น direct เป็น 2 เท่านะครับ

กล่าวคือ “เดอะ ซีกัลส์” มีพวกปีกความเร็วจัดหรือเลี้ยงกินตัวน้อยมาก การขึ้นเกมแต่ละครั้งต่อ “รอ” และ “ชะลอ” เพื่อให้ตัวเติมขยับมาซึ่งแน่นอนครับมันทำให้คู่แข่ง regroup กลับมารักษาตำแหน่งทัน

วันก่อนผมเขียนถึงตั๋วโควต้า แชมเปี้ยนส์ลีก ผมดันไปมองแต่ เชลซี คือเป้าหมายที่ ยูไนเต็ดต้องเบียดให้ลงแต่ลืมดู เลสเตอร์ ไปซะสนิท

ทำให้เราต้องกลับมาที่ประเด็นตั้งแต่ข้างต้นว่า “จิ้งจอก” และ “ดาบคู่” เป็น 2 ทีมที่เป๋แบบชัดเจนนับตั้งแต่กลับมาจากการเบรก เรียกว่า “โมเมนตั้ม” เดิมๆหายเกลี้ยง

ตอนนี้ เชฟฯยูฯ หลุดไปไกลแล้วคงต้องวางเป้าใหม่ที่ ยูโรป้า ลีก ส่วนลูกทีม เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ถ้ายังเล่นแบบทื่อๆสังกะตาย 2 นัด 2 แต้มผมว่าวันนี้ (พุธที่ 1) ไม่น่ารอด เอฟเวอร์ตัน แน่ๆครับ

นัดนี้สำคัญมากครับ แนะนำให้จับตาเพราะตอนนี้ ยูไนเต็ด บี้เข้ามาเหลือ 3 แต้มถ้า เลสเตอร์ แพ้จะทำให้จำนวนนัดที่ลงสนามเท่ากัน ทีนี้ก็จะไม่ใช่การมาพูดถึง gap ช่องว่างอีกต่อไปแล้ว มันจะเป็น topic ใหม่ว่าโดนแซงหรือไม่หลังจากนัดนี้

ประเด็นเล็กๆที่ผมว่าไม่น่าส่งผลอะไรต่อรูปเกมนี้ แค่หงุดหงิดกวนใจเหล่า “เร้ดอาร์มี่” คือจังหวะลูก 2-0 ที่ อีตา ลุค ชอว์หลุดไปตบบอลจากเส้นหลังดูเหมือนล้ำหน้า

ผมมองตอนแรกก็คิดว่าเฮ้ยมึงไม่ล้ำจริงดิ่ แต่กลายเป็นว่ามันมีตัวไกลของ ไบรจ์ตัน ที่เท้าเหมือนเหลื่อมแต่เอาจริงๆมันดูยากเพราะตำแหน่งของ 2 คนนี้อยู่คนละฝั่งเลย

ดังนั้นหน้าที่ของ VAR คือต้องเคลียร์ไม่ให้เกิดข้อกังขานั่นคือต้องตีเส้น มันทำให้มีคนตั้งคำถามถึง “มาตรฐาน” ว่าสรุปเหตุการณ์แบบไหนถึงตีและแบบไหนถึงไม่ตี

ทั้งๆก่อนหน้านี้ในหลายๆเกมก็ตีกันฉิบหายวายป่วงนึกว่าตีเส้นถนนแถวสาธร ขนาดลากไปลากมาจากไม่ล้ำให้เป็นล้ำก็เกิดขึ้นมาแล้ว

หรือจริงๆแล้วผู้ควบคุมในห้อง VAR ตัวจริงท่านเป็นคน “น่ารัก” ครับ!!


ที่มา http://www.soccersuck.com/boards/topic/1896786

 

Ad Space

You Might Also Like