บอลอื่นๆ

“อื้อฉาวแต่ยิ่งใหญ่” เปิดตำนานฟ้าประทาน “มาราโดนา” ก่อนลาโลกในวัย 60 ปี

ย้อนตำนานความสุดยอดของ ดีเอโก มาราโดนา นักเตะที่สวรรค์ประทานมาให้โลกได้ตื่นตาตื่นใจกับทักษะลูกหนัง ก่อนจากไปอย่างสงบในวัย 60 ปี

วันที่ 26 พ.ย. 63  ดีเอโก มาราโดนา ตำนานนักฟุตบอลทีมชาติอาร์เจนตินา เสียชีวิตอย่างกะทันหันในวัย 60 ปี เมื่อวันพุธที่ 25 พฤศจิกายนที่ผ่านมาจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน หลังจากเพิ่งเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคหลอดเลือดสมองเมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้ว

ข่าวแนะนำ

ทีมข่าวไทยรัฐสปอร์ต ขอพาคุณผู้ชมย้อนกลับไปติดตามเรื่องราวความยอดเยี่ยมของหนึ่งในนักเตะที่ได้รับการยกย่องว่าเก่งกาจที่สุดตลอดกาลเท่าที่โลกลูกหนังเคยมีมา ตลอดจนเป็นทั้ง “เทพเจ้า” และ “ซาตาน” ของแฟนบอลในเวลาเดียวกัน

“ดีเอโก อาร์มันโด มาราโดนา” ถือกำเนิดเมื่อ 60 ปีก่อนในกรุงบัวโนสไอเรส เมืองหลวงของประเทศอาร์เจนตินา แม้จะเติบโตในย่านใจกลางเมืองที่น่าจะเป็นศูนย์กลางของความเจริญ แต่กลับต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อเอาชนะความยากจนตั้งแต่เด็ก ก่อนเติบโตขึ้นมาเป็นนักเตะผู้ยิ่งใหญ่ของโลกถึงขนาดที่บางคนยกย่องว่าเก่งกว่า “เปเล” สุดยอดดาวยิงทีมชาติบราซิล ชุดแชมป์ฟุตบอลโลก 3 สมัยเสียอีก

มาราโดนา แสดงให้เห็นว่ามีทักษะลูกหนังที่เข้าขั้น “มหัศจรรย์” ตั้งแต่อายุยังน้อย โดยเป็นหัวใจสำคัญในการพาทีมเยาวชน “ลอส เซโบยิตัส” ไม่แพ้ใครติดต่อกันถึง 136 นัด จนกระทั่งถูกเรียกไปติดทีมชาติอาร์เจนตินา ชุดใหญ่ และได้รับโอกาสประเดิมสนามอย่างรวดเร็วในวัยเพียง 16 ปี 120 วัน เมื่อปี 1977

แม้ว่าจะมีสรีระที่ “เตี้ย” และ “ตัน” บวกกับส่วนสูงเพียง 5 ฟุต 5 นิ้ว (165 เซนติเมตร) ซึ่งคนทั่วไปคงไม่คิดว่าจะเป็นนักกีฬาชั้นยอดได้ แต่ก็ทดแทนด้วยลีลาที่พลิ้วไหวและคล่องแคล่วชนิดหาตัวจับยาก ควบคุมลูกฟุตบอลได้อย่างเชื่องเท้า จริงอยู่ว่าเขาอาจไม่ใช่ผู้เล่นที่มีความเร็วมากมายนัก แต่เขาสามารถเอาตัวรอดได้อย่างง่ายดายด้วยทักษะการลากเลื้อยและการจ่ายบอลทะลุทะลวงเพื่อฉีกแนวรับคู่ต่อสู้เป็นชิ้นๆ

“หัตถ์พระเจ้า” และ “ลูกยิงแห่งศตวรรษ” ในนัดเดียวกัน

34 ประตูจาก 91 นัดที่เจ้าของฉายา “เสือเตี้ย” จารึกไว้ในนามทีมชาติอาร์เจนตินา เป็นเพียงส่วนหนึ่งในหน้าของตำนานที่แฟนบอลทั่วโลกกล่าวขานกันจนถึงทุกวันนี้

แม้ฟุตบอลโลก ปี 1978 ซึ่งประเทศบ้านเกิดของเขาได้เป็นเจ้าภาพพร้อมกับคว้าแชมป์สมัยแรกมาครองอย่างยิ่งใหญ่ต่อหน้าแฟนบอลของตัวเอง อาจจะยังไม่ถึงเวลาของ มาราโดนา ที่ยังเด็กอยู่มาก แต่หลังจากนั้นอีก 4 ปี เขาก็ได้สัมผัสเวิลด์คัพหนแรกที่สเปน แม้ “ฟ้า-ขาว” จะจอดป้ายในรอบแบ่งกลุ่ม รอบ 2 ที่มีทั้ง อิตาลี แชมป์โลกในครั้งนั้น และคู่ปรับตลอดกาลอย่าง บราซิล ก็ตาม

กระทั่งฟุตบอลโลก ปี 1986 ที่เม็กซิโก หนนี้ มาราโดนา มาพร้อมกับพรรษาที่แก่กล้ามากขึ้นจนได้สวมปลอกแขนกัปตันทีมเดินนำเพื่อนๆ ลงสู่สนาม และเมื่อฝ่าด่านมาถึงรอบ 8 ทีมสุดท้าย หนึ่งในตำนานอมตะแห่งวงการลูกหนังก็ได้ถูกบันทึกไว้ด้วย “มือ” และ “เท้า” ของเขาเอง

นัดนั้น อาร์เจนตินา ต้องโคจรมาพบกับ อังกฤษ ซึ่งทั้ง 2 ชาติเพิ่งเกิดความบาดหมางกันมาหมาดๆ เรื่องการแย่งชิงดินแดนใน “สงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์” เมื่อปี 1982 จึงยกระดับอุณหภูมิของเกมการแข่งขันให้ร้อนระอุมากยิ่งขึ้น 

เมื่อเกมดำเนินมาถึงนาทีที่ 51 ในขณะที่ทั้ง 2 ทีมยังเสมอกันอยู่ 0-0 มาราโดนา ก็กระโดดตัดหน้า ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูของ อังกฤษ ที่พยายามออกมาสกัดให้พ้นอันตราย โดย “เสือเตี้ย” อาศัยช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทียก “แขนซ้าย” ขึ้นมาชกบอลผ่านหน้า ชิลตัน เข้าไปกองในก้นตาข่าย ส่งให้ อาร์เจนตินา ขึ้นนำก่อน ท่ามกลางการประท้วงยกใหญ่ของขุนพล “สิงโตคำราม” แต่ก็ไม่เป็นผล

ซึ่งในเวลาต่อมา เจ้าตัวได้ฝากประโยคสุดคลาสสิกเอาไว้ เพื่ออธิบายถึงที่มาของประตูนี้ว่าเกิดจากการสัมผัสโดนส่วนเล็กๆ บนศีรษะของ มาราโดนา และอีกส่วนหนึ่งมาจาก “หัตถ์พระเจ้า”

แต่หลังจากที่กลายเป็น “ซาตาน” ในสายตาของแฟนลูกหนังเมืองผู้ดี อีก 4 นาทีต่อมา เขาก็กลายร่างเป็น “เทพเจ้า” ในชั่วพริบตาด้วยการทำประตูที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “ลูกยิงแห่งศตวรรษ” เริ่มจากการพลิกบอลฝ่าวงล้อมของนักเตะอังกฤษในแดนตัวเองตรงกลางสนาม ก่อนกระชากหลบคนแล้วคนเล่าไม่เว้นแม้แต่ ชิลตัน ที่เพิ่งเจอทีเด็ดจาก “หัตถ์พระเจ้า” แล้วจิ้มบอลเข้าไปอย่างเหนือชั้น

บทสรุปของเกมนี้จบลงที่ชัยชนะของ อาร์เจนตินา เหนือ อังกฤษ 2-1 ถือเป็นการชดเชยที่ประเทศบ้านเกิดของ “เสือเตี้ย” เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในสงครามหมู่เกาะฟอล์กแลนด์เมื่อ 4 ปีก่อน ซึ่ง มาราโดนา ก็บอกว่าผลการแข่งขันในวันนั้นมีความหมายเกินกว่าชัยชนะในแมตช์ทั่วๆ ไป เพราะเป็นการเขี่ย “สิงโตคำราม” ให้ตกรอบ แต่มันเหมือนการราดน้ำมันลงกองเพลิง เพราะคำพูดนั้นยิ่งสร้างความเกลียดชังให้กับชาวเมืองผู้ดีมากขึ้นไปอีก

สุดท้าย มาราโดนา ที่เป็นแม่ทัพของกองกำลัง “ฟ้า-ขาว” ก็สยบโลกทั้งใบไว้แทบเท้าด้วยการพา อาร์เจนตินา คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกสมัยที่ 2 มาครองอย่างยิ่งใหญ่ ส่วน อังกฤษ แม้จะถูกพิษของ “หัตถ์พระเจ้า” เล่นงาน แต่ในภายหลัง เซอร์ บ็อบบี ร็อบสัน ซึ่งเป็นกุนซือในเกมนั้นก็ให้การยอมรับถึงความมหัศจรรย์ของดาวเตะร่างเล็กว่า “แม้ประตูแรกจะเป็นที่กังขา แต่ประตูต่อมาจัดว่าเป็นปาฏิหาริย์”

จากนั้น มาราโดนา ก็พาทีมเข้ารอบชิงชนะเลิศได้อีกครั้งใน 4 ปีให้หลังกับศึก “อิตาเลีย ’90” ซึ่งแพ้เยอรมนีตะวันตก 0-1 ส่วนเวิลด์คัพ 1994 ที่สหรัฐอเมริกา “เสือเตี้ย” และผองเพื่อนจบเส้นทางในรอบ 16 ทีมจากการพ่าย โรมาเนีย ที่นำโดย “มาราโดนาแห่งคาบสมุทรบอลข่าน” อย่าง จอร์จี ฮาจี ไปแบบหวุดหวิด 2-3

พระเจ้าแห่งนาโปลีที่ถูกยาเสพติดครอบงำ

การค้าแข้งในระดับสโมสร มาราโดนา ได้ทุบสถิติการย้ายทีมด้วยค่าตัวที่แพงที่สุดถึง 2 ครั้ง หนแรกเป็นการย้ายจาก โบคา จูเนียร์ส ทีมชั้นนำในบ้านเกิดมาซบตัก บาร์เซโลนา เจ้าบุญทุ่มแห่ง ลา ลีกา สเปน ด้วยค่าตัว 3 ล้านปอนด์ (123 ล้านบาท) ในปี 1982 และอีกครั้งเกิดขึ้นเมื่อได้มาร่วมงานกับ นาโปลี ใน 2 ปีให้หลังด้วยค่าตัว 5 ล้านปอนด์ (205 ล้านบาท)

ซึ่งฉากแรกของ “เสือเตี้ย” กับทีมดังแห่งอิตาลีก็ยิ่งใหญ่อลังการเหนือคำบรรยายแล้ว โดยในวันเปิดตัวมีแฟนบอลกว่า 80,000 คน พร้อมใจกันมารอต้อนรับฮีโร่คนใหม่ที่เดินทางมาถึง สตาดิโอ ซาน เปาโล สนามเหย้าของสโมสรด้วยเฮลิคอปเตอร์

ที่นี่ มาราโดนา มีช่วงเวลาที่ดีที่สุดในอาชีพนักฟุตบอล ซึ่งเขาถูกยกย่องให้เป็น “พระเจ้า” จากการพาทีมที่ไม่ใช่ยักษ์ใหญ่ของอิตาลีอย่าง นาโปลี คว้าแชมป์ลีกสูงสุดได้ถึง 2 ฤดูกาล (1986-87, 1989-90) ซึ่งเป็นเพียง 2 ครั้งที่สโมสรทำได้และไม่เคยก้าวไปถึงจุดนั้นอีกเลย และยังได้แชมป์บอลถ้วย โคปปา อิตาเลีย กับ อิตาเลียน ซูเปอร์คัพ อย่างละ 1 สมัย รวมถึงถ้วยระดับทวีปยุโรปอย่าง ยูฟ่า คัพ อีก 1 ครั้งในซีซั่น 1988-89

หลังจาก นาโปลี ได้แชมป์ลีกสมัยแรก งานเฉลิมฉลองก็กินเวลายาวนานถึง 5 วัน 5 คืน ท่ามกลางแฟนบอลที่ออกมาชื่นชมความสำเร็จครั้งประวัติศาสตร์ตามท้องถนนนับแสนคน แต่ความสำเร็จอันหอมหวานกลับฉุด “พระเจ้า” ให้ลงสู่วังวนของ “นรก” ซึ่งเขาได้เข้าไปพัวพันกับแก๊งมาเฟียจนกระทั่งติด “โคเคน”

หลังจาก อาร์เจนตินา พ่ายแพ้ต่อ เยอรมนี อดคว้าแชมป์โลกสมัยที่ 3 ในศึกเวิลด์คัพ ปี 1990 ที่อิตาลี มาราโดนา ก็มีผลการตรวจสารต้องห้ามในร่างกายออกมาเป็นบวก ส่งผลให้ถูกลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวกับวงการฟุตบอลนานถึง 15 เดือน แม้จะพ้นโทษกลับมาโลดแล่นบนเวทีฟุตบอลโลกได้อีกครั้งในปี 1994 ที่สหรัฐอเมริกา แต่เขาก็ต้องถอนตัวจากทีมกลางคัน หลังถูกตรวจพบว่ามีการใช้ “เอฟิดรีน” ซึ่งถูกจัดให้เป็นสารต้องห้าม

ชีวิตหลังรูดม่านปิดฉาก “ยอดนักเตะ”

หลังจากผลตรวจสารต้องห้ามครั้งที่ 3 ออกมาเป็นบวกอีกครั้งใน 3 ปีถัดมา เขาก็แขวนสตั๊ดยุติเลิกเล่นในวันเกิดครบอายุ 37 ปี (เกิดวันที่ 30 ตุลาคม ปี 1960) อย่างไรก็ตาม แม้ว่าเส้นทางอาชีพนักฟุตบอลจะจบลง แต่ปัญหาชีวิตที่คอยรุมเร้ากลับยังไม่จบง่ายๆ

มาราโดนา ได้รับโทษจำคุกเป็นเวลานานถึง 2 ปี 10 เดือน ในข้อหาใช้ปืนยาวอัดลมยิงใส่นักข่าวที่คอยตามติดเรื่องอื้อฉาวของเขา ส่วนการติดโคเคนและโรคพิษสุราเรื้อรังก็ค่อยๆ บั่นทอนสุขภาพ จนทำให้ร่างกายของเขาทรุดโทรมลงเรื่อยๆ

ครั้งหนึ่ง “เสือเตี้ย” เคยมีน้ำหนักตัวสูงเกินมาตรฐานจนไปแตะถึงตัวเลข 128 กิโลกรัมมาแล้ว อีกทั้งยังเคยประสบกับภาวะหัวใจล้มเหลวอย่างรุนแรงในปี 2004 ถึงขั้นต้องเข้าห้องไอซียูเลยทีเดียว จนแพทย์ต้องผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารเพื่อยับยั้งโรคอ้วนและหาที่พักพิงในคิวบาให้สำหรับการบำบัดยาเสพติด 

แม้เขาจะใช้ชีวิตแบบสุดโต่งและเป็นศูนย์กลางของเรื่องฉาวโฉ่มากเพียงใด สถานะของ มาราโดนา ที่อาร์เจนตินาก็ยังคงเป็น “เทพเจ้าลูกหนัง” เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง โดยในปี 2008 เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการทีมชาติ ก่อนนำขุนพล “ฟ้า-ขาว” เข้าไปถึงรอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกฟุตบอลโลก ปี 2010 ที่แอฟริกาใต้ 

อย่างไรก็ดี บทบาทในฐานะกุนซือทีมชาติกลับจบลงอย่างรวดเร็ว เมื่อเขามีความเห็นไม่ลงรอยกับ ฮูลิโอ กรอนโดนา ประธานสมาคมฟุตบอลอาร์เจนตินา รวมถึง คาร์ลอส บิลาร์โด ผู้อำนวยการทีมชาติในเวลานั้น ก่อนที่บอร์ดบริหารของสมาคมฯ จะลงมติอย่างเป็นเอกฉันท์ว่าจะไม่ต่อสัญญาหลังจบทัวร์นาเมนต์

ส่วนการทำงานโค้ชหลังจากนั้น มาราโดนา ก็ไม่มีผลงานหรือความสำเร็จที่จับต้องได้ในการคุมสโมสร อัล-วาเซิล (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์), เดปอร์ติโบ ริเอสตรา (อาร์เจนตินา / ผู้ช่วยโค้ช), ฟูไจราห์ (สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์), โดราโดส เด ซินาลัว (เม็กซิโก) และ กิมนาเซีย ลา พลาตา (อาร์เจนตินา)

ด้านชีวิตนอกสนาม “เสือเตี้ย” ก็มีเรื่องราวที่เต็มไปด้วยสีสันครบทุกรสชาติ ไม่ว่าจะเป็น การผ่าตัดซ่อมแซมริมฝีปากหลังจากถูกสุนัขตัวหนึ่งที่เลี้ยงไว้พุ่งเข้ามากัด หรือแม้แต่ลูกชายอย่าง ดิเอโก อาร์มันโด จูเนียร์ ก็เป็นบุตรที่เกิดจากความสัมพันธ์นอกสมรส ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่สังคมรับรู้เช่นกัน

ถึงแม้ว่าสภาพร่างกายจะถดถอยลง สวนทางกับอายุอานามที่มากขึ้น แต่ความเป็นหนุ่มเจ้าสำราญก็ยังคงไม่จางหายไปจาก มาราโดนา ซึ่งในฟุตบอลโลก 2018 รอบแบ่งกลุ่ม นัดสุดท้าย กลุ่มดี เขาก็โผล่ไปเชียร์ อาร์เจนตินา ติดขอบสนามที่รัสเซียในเกมชี้ชะตาเข้ารอบน็อกเอาต์ จนตกเป็นเป้าให้เหล่าช่างภาพได้เก็บชอตหลุดๆ แบบรัวๆ

ทั้งการชูป้ายรูปตัวเอง, แดนซ์กระจายกับแฟนบอล ไนจีเรีย คู่แข่งในวันนั้น, สวดขอพรพระเจ้าให้ อาร์เจนตินา คว้าชัยก่อนการแข่งขัน, ดีใจอย่างบ้าคลั่งหลัง ลิโอเนล เมสซี ยิงประตูขึ้นนำ, นั่งสัปหงกคาสนามระหว่างที่เกมกำลังเข้มข้น และแสดงความสะใจด้วยการชูนิ้วกลางทั้ง 2 มือ หลัง มาร์กอส โรโฮ ทำประตูชัยให้ อาร์เจนตินา ชนะ 2-1 ผ่านเข้ารอบ 16 ทีมได้สำเร็จ ซึ่งหลังจากนั้นก็มีรายงานว่า “เสือเตี้ย” ต้องนอนโรงพยาบาลอีกครั้งเพื่อรับการรักษา เนื่องจากหัวใจเต้นผิดปกติ

ทั้งหมดนี้ คือ ชีวิตที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งในตัวเองของ “ดีเอโก มาราโดนา” ซึ่งที่แม้ว่าจะมีแง่มุมที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่ก็ยังเป็นแรงบันดาลใจให้กับชาวอาร์เจนตินามาตลอดโดยไม่มีวันเสื่อมคลาย ด้วยพรสวรรค์ด้านฟุตบอลที่ฟ้าประทานมาให้สะกดทุกสายตาของผู้ชม และเป็นที่กล่าวขานในวงการลูกหนังต่อไปตราบนานเท่านาน

เรื่อง : ชัช บางแค


ขอบคุณเนื้อหาจาก Thairath.co.th/sport https://www.thairath.co.th/sport/eurofootball/otherleague/1983763

 

Ad Space

You Might Also Like