บอลอังกฤษ

จับตาวีคหน้าหลัง “ผี” คัมแบ็คโกงตาย 3-2

เพียงแค่สัปดาห์เดียวกับผลการแข่งขัน 4 -5 สนามทำให้สถานการณ์ตาราง พรีเมียร์ลีก ตอนนี้เหนียวคอขึ้นมาทันที

ส่งผลทำให้เกมตกค้างของ 2 ตัวแทนจากเมือง แมนเชสเตอร์ กำลังจะเป็นตัวแปรสำคัญอีกครั้ง

ลิเวอร์พูล โดนพิษ VAR จนได้แค่แต้มเดียวเมื่อวันเสาร์ในขณะที่ล่าสุดผลเสมอลอนดอนดาร์บี้ แมทช์ ระหว่าง เชลซี กับ สเปอร์ส กลายเป็นเข้าทาง แมนฯยูไนเต็ด ที่ทำภาระกิจที่ไม่มีใครคาดคิดด้วยการพลิกชนะ 3-2 จากการตามหลัง 2-0

คู่สุดท้ายของคืนวันอาทิตย์ วูลฟ์แฮมป์ตัน บุกเอาชนะ อาร์เซนอล 2-1 จนถีบตัวเองขึ้นมาอยู่ที่ 6 ตามหลัง “จ่าฝูง” 4 แต้ม

เมื่อนับสกอร์ 5-0 ของ แมนฯซิตี้ ที่มีเหนือ เบิร์นลีย์ ทำให้ทั้งเป๊ป และ โอเล่ ตามหลัง “จ่าฝูง” 6 และ 5 แต้มตามลำดับโดยที่มีเกมตกค้างคอยลดช่องว่างรออยู่

หลังแพ้ อาร์เซนอล คาบ้าน 1-0 เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน “ปีศาจแดง” เก็บชัย 3 นัดรวด (เอฟเวอร์ตัน 3-1, เวสต์บรอม 1-0 และล่าสุด เซาธ์แฮมตัน 3-2)

ผมคงไม่ต่างจากผู้ชมทางบ้านมากนักเมื่อคิดว่าเกมที่ เซนต์แมร์รี่ จบตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงเศษๆหลัง “นักบุญ” ยิงนำถึง 2-0

แม้ดูจากรูปเกม ยูไนเต็ด ไม่ได้เป็นรองมีโอกาสเข้าทำสวยๆมากกว่าเจ้าถิ่นที่ว่าจะไปแล้ว 2 ประตูที่ได้มานั้นมาจาก “เซ็ตพีซ” ทั้งหมด

การเล่นในครึ่งแรกกับครึ่งหลังไม่ได้แตกต่างอะไรมากนักเพียงแต่ที่เราต้องให้เครดิตเลยคือ โซลชา คือการเปลี่ยนตัวเร็วตั้งแต่พักครึ่ง (คาวานี่ แทน กรีนวู้ด)

เป็นอารมณ์ที่คิดไวขยับตัวไวไม่ใช่นั่งฟาร์มเวลไถไอแพด

Class ของ บรูโน่ แฟร์นานเดซ ยังเป็นตัวแบกภาระให้ทีมต่อไปเพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าประตูตีไข่แตกของแข้งทีมชาติ โปรตุเกส ในนาที 60 เป็นการปลุกคนอื่นๆคึกขึ้นมาทันที

สัญชาตญาณการจบสกอร์ของ คาวานี่ แสดงให้เห็นถึงแตกต่างที่นักเตะตัวรุกของ “ปีศาจแดง” หลายต่อหลายคนไม่มี

การเล่นไม่หวือหวาแต่มีประสิทธิภาพ หวังผลได้เมื่อชาติต้องการเป็นสิ่งที่โค้ชทุกคนอยากมี

นิยามเบาๆสำหรับมุมมองผม นักบอลจะมีประเภทชอบเสียงครางของแฟนบอลแต่บอลสุดท้ายจะเกิดอะไรขึ้นไม่ใช่ priority

ส่วนอีกประเภทคือไม่หวือหวาแต่มีประสิทธิภาพ หวังผลได้เมื่อชาติต้องการเป็นสิ่งที่โค้ชทุกคนอยากมี

หน้าเป้าโดยธรรมชาติกับการอยู่ถูกที่ถูกเวลาไม่ใช่เรื่องบังเอิญทั้งลูกพุ่งของเผาขนแบบไม่ทันตั้งตัว (จากลูกยิงของ บรูโน่) รวมถึงประตูชัย 3-2 ที่วิ่งไปจุดนัดพบแซงหน้า แยนนิก เวสเตอร์การ์ด เบียดเสาแรก

การ “คัมแบ็ค” ที่ เร้ดอาร์มี่ ไม่คิดว่าจะได้เห็นในยุคของ โอเล่ โดยเฉพาะตามหลังห่างถึง 2 ลูกแบบนี้ผมว่าจะเป็นการต่อยอดครั้งสำคัญของ ยูไนเต็ด

อย่างน้อยทำให้ภายในทีมรู้สึกเกิดความเชื่อในศักยภาพตัวเอง ไม่ใช่อยู่ในจิตใต้สำนึกว่าโดนนำแล้วคือแพ้แน่ๆถ้าแบบนี้อันตรายในระยะยาว

การเก็บชัยในแต่ละนัดก็อีกเรื่องนึงแต่ด้วยการ “คัมแบ็ค” เป็น story ที่ยกระดับทีมขึ้นมา

เป็นการกวาดชัย 9 แต้มเต็มแบบไม่ต้อง “วนลูป” ครั้งนี้ทำสัปดาห์หน้าผมว่าน่าสนใจเอามากๆ

เพราะ สเปอร์ส ต้องเจอดาร์บี้แมทช์อีกเกมกับ อาร์เซนอล ส่วน เชลซี ต้องเจอกับทีมบ้าพลังอย่าง ลีดส์

ในขณะที่ ลิเวอร์พูล เจอของแข็งกับ วูลฟ์ ที่มีโอกาสถูกฉกแต้มสูงมาก

นั่นหมายความว่าหากเด็กๆ โอเล่ ตามเก็บงานในการเยือน เวสต์แฮม อีกนัดจะเปิดตัวร่วมแบ่งเค้ก “จ่าฝูง” ในอนาคตอันใกล้นี้แน่ๆครับ

อันนี้ผมขออภัยที่ไม่ได้พูดถึง แมนฯ ซิตี้ ในเกมนัดหน้าด้วยเพราะ 3 แต้มนอนมาอยู่ที่ว่าจะยิง ฟูแล่ม กี่ลูกเท่านั้น

ผมขอปิดท้ายเกมที่ สแตมฟอร์ด บริดจ์ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าทั้ง 2 ทีมเล่นรัดกุมและวิ่งแย่งบอลในแดนกลางกันหนักมากเพราะเป็นพื้นยุทธศาตร์สำคัญที่จะทำให้ทั้งคู่หาทางขึ้นเกม

ซึ่งอย่างที่บอกมันไม่มีใครได้เวลาให้ทำอะไรกับมันมากนักเนื่องจากเกมรับที่้เหนียวของทั้งคู่โดยเฉพาะหมากของ โจเซ่ มูรินโญ่ ที่ปิดทางขึ้นของ เชลซี ไว้ได้เกือบหมด

เช่นเดียวกับ แฟร็งค์ แลมพาร์ด ที่ให้ลูกทีมเฝ้าระวัง แฮร์รี่ เคน และ ซน เฮือง มิน ทำให้ connection ของทั้งคู่ต่อไม่ติด ไม่มีพื้นที่หลังบ้านให้วิ่งสอดส่วนหอกทีมชาติอังกฤษแค่ลำพังตัวเองได้บอลก็ถูกล็อกตัวทันที

อีกจุดที่ชวนให้คิดคือเราจะเห็นการ cross จากริมเส้นของ เชลซี สวยๆแต่บังเอิญเป็น แทมมี่ อับราฮัม ไม่ใช่ โอลิวิเยร์ ชิรูด์ จนกล้องต้องแพนจับไปที่ดววยิง “ตราไก่”

การส่งลงมาช่วง 10 นาทีสุดท้ายอันเป็นรู้กันครับเมื่อ “น้ามู” ก็สั่งให้ลูกทีมปิดการขึ้นมาเปิดของ รีซ เจมส์ ทันที

ผมว่าทั้ง 2 ทีมควรออกจากสนามด้วยการแบ่งแต้มสมเหตุสมผลที่สุดแล้วครับเพราะภาพที่ออกมาไม่มีใครควรต้องแพ้ เป็นการสู้กันด้วยแท็คติกส์และผลัดกันพลาดช่วงท้ายคนละที

จุดเล็กๆที่ขอพูดเป็นเกร็ดนิดหน่อยคือ พอล เทียร์นี่ย์ ผู้ตัดสินเป่าแบบผู้รักษากฏไม่ใช่มุมมองของคนกีฬาจนค้านสายตาจังๆ 2 หน

เช่นจังหวะที่ รีซ เจมส์ ถูกใบเหลืองหลังถูกตีความว่าไปใช้มือตีหน้า เซร์คิโอ เรกีล่อน

ผมว่าดูไม่ยากเลยนะครับ เจมส์ ออกตัวดักบอลก่อนที่ เรกีล่อน จะแตะบอลหนีด้วยซ้ำ

ลูกนี้ผมว่าเป็นการ อ่านเกมขาดโคตรๆส่วนมือไม้ที่ออกนั้นแทบไม่ได้ฟาดโดนหน้าแบ็ค สเปอร์ส ด้วยซ้ำและเป็นการกางเพราะถูกอีกฝ่ายถูไถเบียดเพราะเสียเหลี่ยมไปแล้วมากกว่า

พอถูกจับฟาว์ลและยังมีใบเหลืองแถมให้อีกเสียงโวยวายจากข้างสนามดังลั่น

ใบเหลืองก็ทำให้ เจมส์ อาจจะเล่นไปพะวงไปและโชคดีไม่เกิดเหตุการณ์ 2 เหลืองก็เลยไม่ใช่ประเด็นอะไร

หรืออีกจังหวะที่ต้องขออภัยจำชื่อนักเตะไม่ได้เมื่อฝั่งสเปอร์สกระชากแล้วบอลกำลังจะออกเส้นหลังพอมีการ contact ก็ทิ้งตัวเอาฟาว์ลและได้ด้วย

หากเราได้ดูบอลยุโรปบ่อยๆจะเห็นความแตกต่างของผู้ตัดสินที่ดูเหมือนเข้าใจเกมมากกว่าซึ่งแน่นอนครับจังหวะแบบนี้ไม่ได้กินแน่ๆแต่ไม่ใช่สำหรับกรรมการอังกฤษ

ครับ…หากพิจารณาจากการที่ ลิเวอร์พูล ทำแต้มหล่นไปก่อนหน้านี้ผมเดาว่าทั้ง 2 ทีมตั้งธงว่าเกมนี้ 1 แต้มเป็นเป้าหมาย(อย่างน้อยๆไว้ก่อน) และหาจังหวะเพื่อขโมย 3 แต้มเมื่อมีโอกาส

ผลลัพท์ สเปอร์ส กลับขึ้นจ่าฝูงและไม่ถูก เชลซี แซงขึ้นไป

ส่วน แลมพ์ ก็มองว่าระยะห่างจาก “จ่าฝูง” ยัง 2 แต้มเท่าเดิม ขอแค่ไม่พลาดนัดนี้แล้วไปตั้งต้นบัฟกับทีมอื่นนัดต่อๆไปน่าจะสวยกว่าการถูกหนีไป 5 แต้มซึ่งเท่ากับต้องใช้เวลา 2 วีคในการเริ่มใหม่ (โดยที่ สเปอร์ส ต้องพลาดให้ด้วย)

พรีเมียร์ลีกซีซั่นนี้กำลังจะเข้าสู่ 1 ใน 3 ผมยังมองว่าอุปสรรคกำหนดทิศทางของแต่ละทีมยังอยู่ที่สภาพร่างกายของนักเตะ

การที่โปรแกรมฤดูกาลที่แล้วถูก “รีบเร่ง” จนนักเตะไม่คุ้นชินกับปรีซีซั่นที่มาอย่างไวส่งผลทำให้ตอนนี้ร่างกายเปราะบางเจ็บกันง่ายมาก

สมาคมฟุตบอล หรือ เอฟเอ เป็น DNA ของคนอังกฤษโบราณอย่างแท้จริง คนพวกนี้มีอีโก้จัดและคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำโดยไม่เหมือนชาวบ้านคือ identity ของความเป็นผู้นำโดยไม่ได้ดูว่าโลกเขาไปถึงไหนแล้ว

อย่าลืมว่าเดี๋ยวต้องมี boxing day เตะวันเว้นวันให้คนใส่สูทเขานั่งไขว่ห้างจิบกาแฟดูนักบอลตะบี้ตะบันเตะในห้องแอร์กันอีกนะ

วันดีคืนดีต้านกระแสไม่ไหวกลับมาเปลี่ยน 5 ตัวก็ไม่รู้ว่าวันนั้นแต่ละทีมจะเหลือผู้เล่นที่ม้านั่งกันพอไหม…


ขอบคุณเนื้อหาจาก Soccersuck.com http://www.soccersuck.com/boards/topic/1946782

 

Ad Space

You Might Also Like