คอลัมน์บอล

อัมสเตอร์ดัม และ ร็อตเตอร์ดัม สองเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ เต็มไปด้วยความขัดแย้งทา

อัมสเตอร์ดัม และ ร็อตเตอร์ดัม สองเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเนเธอร์แลนด์ เต็มไปด้วยความขัดแย้งทางวัฒนธรรมและทัศนคติการดำรงชีวิต ไม่พ้นสโมสรฟุตบอลของทั้งสองเมืองที่ยังถูกยกให้เป็นคู่กัดตลอดกาล

ท่ามกลางความเกลียดชังเหล่านี้ ทำไมกัน”โยฮัน ครัฟฟ์” ผู้เป็นเหมือนไอค่อนของอาแจ็กซ์จึงเลือกเซ็นสัญญาไปอยู่กับเฟเยนูร์ด คู่ปรับไม่เผาผีแบบนั้น?

ถ้าจะพูดถึงตำนานที่มีอิทธิพลต่อโลกลูกหนัง หรือสโมสรใดสักแห่ง แน่นอนต้องปรากฏชายชื่อโยฮัน ครัฟฟ์ แข้งฉายานักเตะเทวดา ผู้พาอาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัมทลายกำแพงฝัน คว้าแชมป์ยุโรป 3 สมัยซ้อน และแม้จะย้ายไปโลดแล่นกับบาร์เซโลน่าจนหนำใจแล้ว ก็ยังสามารถกลับมาบ้านเกิดเพื่อคว้าแชมป์ลีกสูงสุดให้สโมสรได้อีก 2 สมัย

“โยฮัน คือมิสเตอร์อาแจ็กซ์” ชัค โทรสต์ อดีตเพื่อนร่วมทีมเฟเยนูร์ด กล่าว

ซีซั่นนั้นที่เฟเยนูร์ด คือสถานีสุดท้ายที่ครัฟฟ์เลือกปิดฉากเส้นทางนักเตะอาชีพ และมันก็ถือว่าเป็นการรูดม่านปิดฉากตำนานได้อย่างสมบูรณ์แบบเสียด้วยสิ

ครัฟฟ์ล่วงเลยช่วงเวลาวัยพีคมานานแล้ว เขาไม่ใช่ครัฟฟ์ในเวอร์ชั่นที่คว้าบัลลงดอร์ 3 สมัย หรือเฉิดฉายเป็นดาวแจ่มจรัสในฟุตบอลโลกปี 1974 แต่รู้อะไรไหม? ว่าช่วงเวลาโค้งสุดท้ายนี้แหละที่ทำให้ตัวเขานั้นยิ่งใหญ่และน่าจดจำกว่าที่เคย

สิ่งที่เขาทำนั่นเพียงแค่อาศัยการเป็นตัวของตัวเอง เพราะเมื่อใดก็ตามที่คุณหมดความเชื่อมั่นในตัวเขา หรือคิดว่าเขาไร้หนทาง เขาจะพิสูจน์ให้เห็นเองว่าคุณคิดผิด

ขออนุญาติไล่ไทม์ไลน์ก่อน เผื่อเดี๋ยวจะงง เส้นทางการค้าแข้งของครัฟฟ์เป็นแบบนี้ เริ่มต้นจาก อาแจ๊กซ์ – บาร์เซโลน่า – ลอส แอนเจลลิส อัซเท็คส์ – วอชิงตัน ดิโพลแมตส์ – เลบันเต้ – อาแจ็กซ์ – เฟเยร์นูร์ด แต่หลักๆแล้วจะเป็นอาแจ็กซ์กับบาร์เซโลน่า ส่วนทีมที่เหลือแวะเวียนไปค้าแข้งแค่ปีเดียว บางทีมไม่ถึงปีด้วยซ้ำ

ครัฟฟ์หวนกลับคืนบ้านหลังเก่าอย่างอาแจ็กซ์อีกครั้งเมื่อปี 1981 หลังจากสนุกกับ 8 ปีแห่งการผจญภัยทั้งในยุโรปและอเมริกาเหนือ ทว่ากลับมาปุ๊ปก็เจอภารกิจใหญ่ที่ต้องสะสางทันทีเมื่อครัฟฟ์คือความหวังในการกอบกู้อาแจ็กซ์กลับมาสู่เส้นทางลุ้นแชมป์อีกครั้ง หลังเสียตำแหน่งมหาอำนาจในช่วงนั้นให้กับอาแซด อัลค์มาร์

ไม่นานเกินรอ เจ้าตัวก็สามารถยึดตำแหน่งผู้บัญชาการจอมทัพให้กับทีมอาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม พร้อมกับแรงสนับสนุนอันยอดเยี่ยมจากดาวรุ่งพุ่งแรงที่ฟอร์มกำลังเป็นระเบิดปะทุอย่าง มาร์โก ฟาน บาสเท่น

“ย้อนกลับไปตอนนั้น เขากลับมาในฐานะสตาร์ระดับบิ๊ก” ฟาน บาสเท่น กล่าว

“ผมเติบโตมากับการได้รับรู้ความยิ่งใหญ่ของสโมสรอาแจ็กซ์และทีมชาติของเรา มันกลายเป็นแรงผลักดันให้กับผมได้มากจริงๆ”

“ผมทั้งดีใจและภูมิใจมากที่เราทั้งสองคนสนิทสนมกัน หลังจากที่ผมได้ขึ้นมาเป็นส่วนหนึ่งของอาแจ็กซ์ เราทั้งสองก็กลายเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน อีกทั้งเขายังเป็นคนคอยชี้นำสิ่งต่างๆให้ผมมาโดยตลอด ซึ่งเป็นอะไรที่พิเศษมากๆ”

“หลังจากนั้นเขาก็ย้ายไปเฟเยนูร์ดและกลายเป็นคู่แข่งของผม”

จากผลงานอันดับ 8 ในตอนนั้น ทีมอาแจ็กซ์ที่นำโดยนักเตะเทวดาอย่างครัฟฟ์ ค่อยๆไต่อันดับขึ้นมาจนได้รองแชมป์เมื่อสิ้นฤดูกาล ซึ่งถือว่าน่าพอใจมากๆ แถมเป็นสัญญาณแห่งความพร้อมในการกลับมาทวงความยิ่งใหญ่ แต่ทว่านิยายเรื่องนี้กลับจบแบบหักมุม ..

เข้าสู่ช่วงฤดูร้อนปี 1983 ครัฟฟ์มีปัญหาไม่ลงรอยกับบรรดาบอร์ดบริหารของสโมสร และดูเหมือนความบาดหมางนี้จะเลวร้ายขึ้นทุกที ไม่มีวี่แววว่าจะกู้ความเข้าใจกลับคืนมาได้แล้ว

หลังประสบความสำเร็จกับอาแจ็กซ์ได้สองซีซั่น สโมสรตัดสินใจจะไม่ต่อสัญญากับเขา บรรดาผู้บริการระดับสูงต้องการถีบส่งเขาออกจากทีม เนื่องจากมองว่าการลงทุนทุ่มเงินให้กับนักเตะช่วงปลายอาชีพนั้นเป็นตัวเลขที่สูงเกินไป ในวัย 36 ปี โยฮัน ครัฟฟ์ถูกสโมสรหักหลังอย่างไม่ใยดี

ในช่วงแรก เรื่องนี้ทั้งช็อคและสร้างความไม่พอใจให้กับครัฟฟ์เป็นอย่างมาก เพราะนี่คือสโมสรของเขาอย่างแท้จริง นับตั้งแต่วันที่คุณพ่อเสียที่นี่ยิ่งเปรียบเสมือนบ้านของเขา ถึงขนาดมีการเล่าต่อกันมาว่า จนกระทั่งวันที่ 15 มิถุนายนปี 1983 วันที่ต้องเซ็นสัญญา ครัฟฟ์ยังแอบหวังว่าปฏิหาริย์จะช่วยให้อาแจ็กซ์เปลี่ยนใจ…. แต่แน่นอนว่าปฏิหาริย์ไม่ได้มีไว้สำหรับทุกคน..

ในใจของครัฟฟ์เต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธ จนสิ่งแปลกปลอมที่เรียกว่าความแค้นมันแล่นเข้ามาในหัวโดยไม่รู้ตัว

“เขามาที่เฟเยนูร์ดเพราะอาแจ็กซ์ไม่ยอมรับฟังเขา” โทรสต์ กล่าว

ความคิดของชายระดับยอดนักเตะ เรื่องนี้ไม่ใช่อะไรที่จะอภัยกันได้ง่ายๆ

แน่นอนการย้ายทีมในครั้งนี้ย่อมสร้างความไม่สบายใจให้แก่สาวกทั่วทั้งอัมส์เตอร์ดัม ต่างกับทางฝั่งรอตเตอร์ดัมอย่างสิ้นเชิง ที่นี่ความรู้สึกของทุกคนมันช่างเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เพราะอย่าลืมว่านี่คือชายผู้เข้ามาเนรมิตอาแจ็กซ์ให้เป็นสุดยอดสโมสร ไม่ว่าเขาจะไปปรากฎตัวหรือร่วมงานกับที่ไหน ที่นั่นจะต้องมีความฮือฮาติดตามไปด้วยเสมอ

“ในช่วงแรกที่เพิ่งย้ายเข้ามา นักเตะหลายคนพบเจอปัญหาต่างๆ ด้วยกันทั้งนั้น” โทรสต์ เผย

แต่ครัฟฟ์ไม่ได้จัดอยู่ในบรรดานักเตะเหล่านั้น แม้ว่าโทรสต์จะเป็นหนึ่งในขุนพลอัศวินสีส้มชุดคว้าแชมป์ยูโรปี 88′ รวมกับสุดยอดสามทหารเสืออย่าง กุลลิท , ไรจ์การ์ดและ ฟาน บาสเท่น แต่ในใจเขาก็ยังมั่นใจเต็มร้อยว่าแม้กระทั่งทีมชุดนี้ก็ยังไม่สามารถเทียบอะไรกับยุคของโยฮัน ครัฟฟ์ได้เลย

“ในความคิดของผม ทีมชาติฮอลแลนด์ชุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ยังคงเป็นชุดปี 1974 อยู่ดีนั่นแหละ” อดีตปราการหลังอัศวินสีส้มกล่าว

“สำหรับผม เรื่องนี้มันไม่ต้องเอามาเปรียบให้มากความเลย เพราะผมคิดว่าเขาก็ยังเป็นผู้เล่นที่ดีที่สุดเท่าที่เราเคยมีมาอยู่ดี การที่ชีวิตหนึ่งได้มีโอกาสเล่นร่วมกับเขาเป็นอะไรที่เหนือคำบรรยาย”

มันชัดเจนตั้งแต่วันแรกว่าครัฟฟ์นั้นจริงจังกับความท้าทายนี้ ในวัย 36 ปีเขาไม่ได้ย้ายมาเล่นๆ ไม่ได้ย้ายมาแบบไม่มีที่ไป แต่เขามาที่นี่เพื่อชำระแค้นต่อการถูกกระทำที่ตัวเขาเองมองว่าไม่สมควรจะได้รับ

ก่อนการซ้อมมื้อแรกจะมาถึง ไม่มีใครรู้ว่าควรคาดหวังอะไรจากเขา จากนักเตะในวัยล่วงเลย แต่แล้วหลังการตรวจเช็คและทดสอบร่างกาย ผลปรากฏว่าตำนานจากอาซูลกราน่า คือผู้เล่นที่มีสภาพความฟิตเหนือทุกคนในทีมแบบหน้าตาเฉย

ครัฟฟ์ใช้เวลาในช่วงหยุดพักร้อนไปกับการตีเทนนิสแทบจะทุกวัน ในช่วงซ้อมปรีซีซั่น เจ้าตัวจะมาถึงสนามก่อนตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อมาวิ่งเป็นระยะทาง 6 กิโลเมตรเอาแรงในป่าก่อนลงซ้อม ซึ่งนั่นแสดงถึงสมาธิ ความสม่ำเสมอและความมุ่งมั่นที่เปี่ยมล้นอยู่ตลอดเวลา

“มันเหลือเชื่อจริงๆ ” โทรสต์ กล่าว “เขาแทบจะไม่มีไขมันเลยสักนิด แถมจิตใจยังจดจ่อแค่เรื่องการเอาชนะเท่านั้น แน่นอนผมสังเกตเห็นว่าเขาต้องกัดฟันสู้ขนาดไหนในการทำแบบนั้น ก็แหงล่ะ คุณคาดหวังอะไรจากคนในวัย 36 ละ?”

“เป็นอะไรที่ว้าวจริงๆ เขาได้รับความเคารพจากผมไปแล้ว ไม่นาน ทุกคนก็รับรู้ถึงความสุขที่ได้ร่วมงานกับเขา รวมถึงตัวเขาเองก็ได้รับคำชื่นชมจากทุกคนด้วย”

เขากลายเป็นชายที่มีเป้าหมายชัดเจน ไม่ซับซ้อน นั่นคือ “เล่นให้เฟเยนูร์ด และลงล้างแค้นอาแจ็กซ์”

แต่อย่าลืมว่าฟุตบอลนั้นเล่นกันเป็นทีม การจะยกระดับทีมเพื่อเอาชนะย่อมขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง เฟเยนูร์ดยังมีปัญหาที่ต้องแก้ไขอีกมากมายหลายจุด ผิดกับอาแจ็กซ์ที่กำลังตื่นฟื้นคืนชีพอีกครั้ง ด้วยกำลังของทีมพลังหนุ่มที่มีสองดาวรุ่งตัวหลักอย่าง โรนัลด์ คูมันและมาร์โก ฟาน บาสเท่น เป็นกระดูกสันหลังให้กับทีม

เฟเยนูร์ดยังต้องอาศัยเวลาปรับจูนและแก้ไขอีกสักหน่อย เพราะสภาพทีมตอนนั้นดูยังไงก็ไม่พร้อมจะต่อกรกับอาแจ็กซ์ ซึ่งในขณะเดียวกัน การย้ายไปอยู่เฟเยนูร์ดของครัฟฟ์ ก็ได้สร้างแรงกระตุ้นมหาศาลให้ผู้เล่นอาแจ็กซ์รู้สึกคึกคักเป็นพิเศษในการเผชิญหน้ากับเฟเยนูร์ดเช่นกัน

และแล้วภาพก็มาปรากฏแจ่มแจ้งชัดเจนเมื่อศึก “เดอ คลาสิเกอร์” ครั้งแรกของครัฟฟ์ในฐานะนักเตะของเฟเยร์นูร์ดมาถึงในช่วงกลางเดือนกันยายน

อาแจ็กซ์เอาชนะเฟเยนูร์ดที่อัมส์เตอร์ดัมยับเยินไม่เหลือซาก 8-2 เป็นสถิติการชนะมากที่สุดในเดอ คลาสิเกอร์

“เราตาม 3-0 อย่างรวดเร็ว แต่พอเราไล่กลับมาได้ 3-2 ทุกคนต่างเฝ้ารอลูก 3-3 อย่างใจจดใจจ่อ” โทรสต์ เล่าถึงวันวาน

“แต่แล้วพอมันเป็น 4-2 ทุกอย่างก็จบ”

เห็นสกอร์แบบนี้ แต่รูปเกมออกมาสูสีกันเกือบ 1 ชั่วโมงเต็มโดยที่เฟเยนูร์ดเป็นฝ่ายครองเกมเหนือกว่าด้วยซ้ำ แต่ผลการแข่งขันมันก็ออกมาแบบนั้น เหล่าบรรดาบอร์ดบริหารของอาแจ็กซ์เป็นฝ่ายได้ฉลองชัยชนะกันอย่างสะใจ ฟาน บาสเท่นจัดไป 1 แฮตทริก อาแจ็กซ์พิสูจน์ให้เห็นชัดเจนในวันนั้น เหมือนเป็นการประกาศว่าพวกเขาสามารถเดินไปข้างได้โดยไม่จำเป็นต้องมีโยฮัน ครัฟฟ์

แต่แทนที่อารมณ์ของครัฟฟ์จะระเบิดเพราะโดนฉีกหน้าอย่างย่อยยับ เขากลับนิ่งและเยือกเย็น

“โยฮันบอกผมว่า ‘ไม่ว่าเราจะแพ้ 1-0 หรือ 8-2 แต่แต้มที่ได้ก็ยังเท่าเดิม’ “

แต่เดี๋ยวก่อน ถึงตรงนี้อย่าเพิ่งรีบสรุปว่าพระเอกของเราเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เกม “เดอ คลาสิเกอร์” ระหว่างทั้งสองทีมเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นซีซั่น อาแจ็กซ์ยังคงไม่สิ้นมรดกที่ครัฟฟ์ทิ้งเอาไว้ให้ และสิ่งเหล่านั้นยังคงถูกทีมนำเอามาใช้เป็นประโยชน์อยู่ ในขณะเดียวกันเฟเยนูร์ดเองกลับเพิ่งเริ่มต้นการเรียนรู้สไตล์การเล่นของตำนานอัศวินสีส้มอย่างครัฟฟ์เท่านั้น

“ถ้าคุณได้เห็นโยฮันเล่น คุณจะประทับใจโดยทันที แต่ถ้าคุณได้ลงไปเล่นกับเขาเลย มันจะยิ่งน่าเหลือเชื่อเข้าไปอีก” โทรสต์ เล่าถึงประสบการณ์ในอดีต

“มีนักเตะหลายคนต้องเจอปัญหาหนักกับการต้องไล่ตามเกมเขาให้ทัน เพราะเขาไม่ได้คิดแค่ 1-2 สเต็ปล่วงหน้า แต่คิดไป 3-4 สเต็ปนู้นเลย”

และนั่นก็เป็นสิ่งที่ฟาน บาสเท่น คิดเกี่ยวกับตัวเขา ไม่ต่างกัน

“ในแต่ละปีๆ เมื่อคุณเริ่มมีประสบการณ์มากขึ้น เกมก็จะดูง่ายขึ้นด้วยในแง่ของการใช้ร่างกาย เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา คุณได้ซึมซับสิ่งต่างๆมากมายเขาไปในหัวแล้ว” ฟาน บาสเท่น กล่าว

“วิธีการเล่นของเขาในช่วงปลายอาชีพ มันทั้งน่าสนใจและตื่นตาที่จะได้ชม ผมมีโอกาสทั้งได้เล่นเคียงข้างเขาและเผชิญหน้ากับเขา ตอนที่ผมได้ซ้อมกับครัฟฟ์ แม้กระทั่งในวัยนั้น ทุกอย่างกลับดูง่ายดายไปหมด”

ณ ตอนนั้นอาแจ็กซ์อาจจะมี ฟาน บาสเท่น เป็นตัวความหวัง แต่เฟเยนูร์ดก็มีดาวรุ่งที่ฝีเท้าโดดเด่นของพวกเขาเหมือนกัน เอาเป็นว่าแค่เอ่ยชื่อมาก็รับรู้ถึงพิษสงค์เป็นอย่างดี

รุด กุลลิท สร้างชื่อเป็นดาวรุ่งที่มีอนาคตสดในที่สุดคนหนึ่งแห่งวงการฟุตบอลแดนกังหัน เขาก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักให้กับเฟเยนูร์ดได้อย่างไร้ที่ติเก่งกาจเกินวัย ผนึกกำลังกับดาวเตะวัยเก๋าอย่างโยฮัน ครัฟฟ์อย่างลงตัว จนสามารถพาทีมเก็บสถิติไม่แพ้ใครถึง 14 นัดติดต่อกัน

ความพ่ายแพ้ที่มีต่ออาแจ็กซ์ในครั้งก่อน กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญให้ทีมดังจากเมืองรอตเตอร์ดัม กลับมาเล่นอย่างถวายหัวไม่กลัวตาย และเป็นฝ่ายยึดครองตำแหน่งมหาอำนาจลูกหนังของประเทศด้วยการเขี่ยอาแจ็กซ์กระเด็นตกรอบบอลถ้วยในเกมนัดรีเพลย์  ต่อหน้าแฟนบอลจำนวน 58,000 คนที่สนามเดอ ไคป์ รังเหย้าของสโมสรเฟเยนูร์ด

กุลลิทยิงประตูให้ทีมออกนำตั้งแต่ไก่โห่ ตามด้วยครัฟฟ์มาบวกสกอร์เพิ่มในอีกไม่กี่อึดใจ พร้อมกับเสียงนกหวีดหมดเวลาที่ดังขึ้นพร้อมชัยชนะ 4-1 ของเฟเยนูร์ดเหนือคู่อริ ไร้เสียงโห่ร้องดีใจหรือเฉลิมฉลองจากทางฝั่งบอร์ดบริหารอาแจ็กซ์

ในมุมของครัฟฟ์ อาแจ็กซ์ยังเป็นทีมที่ยอดเยี่ยมเสมอ เพียงแต่ว่าความรู้ใจและความมุ่งมั่นในทีมเฟเยนูร์ดนั้นมีมากกว่าในคราวนี้ พวกเขาเชื่อมเกม ขยับตำแหน่งกันได้อย่างไหลลื่น ต่างกับทางฝั่งคู่แข่งที่เต็มไปด้วยผู้เล่นอยากจะโชว์เดี่ยว

“ระบบที่เคยมามันหายไปหมดแล้ว ระเบียบวินัยในเกมไม่มีให้เห็น ผู้นำคือสิ่งที่พวกเขาขาด” ครัฟฟ์พูดถึงอดีตต้นสังกัด

และบังเอิญว่าวลีในตำนานของครัฟฟ์ก็ดันเป็นเรื่องจริงที่มีเหตุมีผลชัดเจนเสียด้วย

สำหรับ ชัค โทรสต์ ที่กลายเป็นวันคลับแมนของเฟเยร์นูร์ด ลงเล่นสโมสรเดียวตลอดอาชีพค้าแข้ง ได้เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยด้านการตลาดของสโมสรหลังเลิกเล่น โดยที่ความทรงจำกับฤดูกาลที่ได้ร่วมผจญภัยเคียงข้างตำนานอย่างโยฮัน ครัฟฟ์ คือประสบการณ์สุดวิเศษที่เขาไม่มีวันลืม

“มันเป็นแชมป์แรกของผม มันจึงเป็นสิ่งที่วิเศษจริงๆ แต่ยังไงก็ตาม แชมป์ในวันนั้นก็ยังคงพิเศษสำหรับทุกคนเสมอเช่นกัน เพราะมันประกอบไปด้วยความทรงจำที่มีโยฮัน ครัฟฟ์และเจ้าหนูดาวรุ่งอย่างรุด กุลลิทอยู่ในนั้น”

แต่เรื่องเดียวที่น่าเสียดายที่สุดนั่นคือความสำเร็จของทีมที่ไม่ได้ยาวนานอย่างที่หวัง

“ผมเรียนรู้สิ่งต่างๆมากมายจากโยฮัน และแน่นอนว่าผมต้องการอยู่เล่นฟุตบอลกับพวกเขาต่ออีกปี เพราะมันคงจะช่วยให้ชีวิตผมในเส้นทางนี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และเผลอๆคงจะได้มีโอกาสลงสนามรับใช้ทีมชาติได้มากกว่านี้ด้วย”

เมื่อเดินทางมาถึงจุดหนึ่งของซีซั่น ครัฟฟ์มั่นใจแล้วว่าเฟเยนูร์ดนั้นไม่จำเป็นต้องมีเขาอีกต่อไป เขาได้เข้ามาปรับเปลี่ยนรูปแบบและขีดเส้นทางให้ทีมได้ก้าวหน้าต่อไปอย่างมั่นคงแล้ว เฟเยนูร์ดบินสูงกว่าที่เคย จนสามารถคว้าแชมป์ลีกในรอบ 20 ปี แถมยังสอยดัตช์ คัพมาครองได้อีกใบ

โยฮัน ครัฟฟ์ปิดฉากชีวิตการค้าแข้งอาชีพด้วยเกียรติยศดับเบิ้ลแชมป์และนักเตะยอดเยี่ยมประจำปีกับเฟเยนูร์ด คู่อริตลอดกาลของอาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม

“ผมคิดถึงเขาแล้ว ตั้งแต่เพิ่งออกสตาร์ทเกมแรกของซีซั่นใหม่” โทรสต์ เผย

เฟเยนูร์ดในวันที่ไม่มีครัฟฟ์ ถูกอาแจ็กซ์ทวงความยิ่งใหญ่กลับไปด้วยการคว้าแชมป์ลีก และต้องใช้เวลานานกว่าทศวรรษ กว่าทีมจากเมืองรอตเตอร์ดัมจะสามารถเอาโทรฟี่กลับมาเฉลิมฉลองที่เมืองของตัวเองได้สำเร็จ

เวลาล่วงเลยไปไม่นาน ในที่สุดครัฟฟ์ก็สามารถกลับไปลงเอยอย่างสันติกับอดีตต้นสังกัดที่ผิดใจกันมาได้อีกครั้ง พร้อมกับสวมบทกุนซือพาอาแจ็กซ์ครองเป็นเจ้ายุโรปเมื่อปี 1987

แม้สุดท้ายแล้วรอยแตกร้าวระหว่างอาแจ็กซ์และโยฮัน ครัฟฟ์จะกลับมาลงเอยด้วยดี แต่เรื่องราวการชำระแค้นในซีซั่นที่สวมเสื้อทีมคู่อริก็ยังคงเป็นตำนานไว้บอกเล่ากันต่อไปอีกแสนนาน

BY @Lyngunn


ขอบคุณเนื้อหาจาก ShotOnGoal.com

 

Ad Space

You Might Also Like