บอลอังกฤษ

ลีกที่ขับเคลื่อนด้วยเสียงด่า

วันนี้ผมตั้งใจไม่ปล่อยบทความอะไรออกมาเพราะคิดว่าไม่น่าจะมีประเด็นอะไรมากมายกับคู่ที่ห่างชั้นกันระหว่าง เวสต์บรอมวิช กับ แมนฯซิตี้

แต่สุดท้ายก็ต้องขอแตะซักหน่อยไม่ใช่เพราะ แมนฯซิตี้ บุกถล่ม “มวยโลก” 5-0 ขึ้นนำเป็นจ่าฝูงและเป็นการกดชัยชนะทุกรายการ 11 นัดติด

หากเป็นหลังเห็นประตูประหลาดของ เจา กันเซโล่ แข้ง “เรือใบ” ในนาที 22

เหตุการณ์เกิดขึ้นเริ่มจากลูกวางยาวให้ แบร์นาร์โด้ ซิลวา เอาลง(ริมๆเขตโทษ)แล้วเล่นต่อไปอีก 2-3 วินาทีจน ไซแอน มาสซีย์ ไลน์แมนสาวจึงยกธง offside

ไม่มีเสียงนกหวีดจากผู้ตัดสินและ แบร์นาร์โด้ ยังเล่นต่อทำห้พวกแข้ง “มวยโลก” ก็ลงมาช่วยกันป้องกัน

แต่จู่ๆนักเตะเจ้าถิ่นเหมือนไม่เล่นในจังหวะที่ แบร์นาร์โด้ จ่ายให้ เจา กันเซโล่ เรียกว่าไม่มีใครเข้าบอลหรือเข้าบล็อกทำให้ดาวเตะ โปรตุกีส เพื่อนร่วมชาติปั่นบอลเสียบสามเหลี่ยม

ยังไงล่ะครับทีนี้ เพราะไลน์แมนยกธงไปแล้วเหลือแค่ว่า VAR จะเอายังไง

จากเดิมเมื่อก่อนไลน์แมนจะไม่ค่อยตีธงในลักษณะนี้เพราะเรามี VAR มาใช้แล้ว ไม่ยกและให้เล่นต่อจนเกิดประตูนั่นแหละครับถึงค่อยใช้เทคโนโลยีตัดสิน

แต่หลังๆมีเสียงบ่นเสียงด่าจากแฟนบอลว่าถ้าคิดว่าล้ำก็ยกไปเลย จะได้หยุดเล่นไม่เสียเวลา

วันนี้ไลน์แมนก็เลยจัดให้ซะเลยทั้งๆที่ไลน์ของ กุนโดกาน กับกองหลังตัวสุดท้ายมองด้วยตาเปล่าแทบแยกไม่ออกเลยด้วยซ้ำ

ตรงนี้ทำให้ผมงงมากกว่าเพราะเหตุใดทำไมไลน์แมนถึงกล้าตีธง? มันไม่ใช่จังหวะกางมุ้งล้ำทั้งตัวที่เห็นชัดๆจนกล้ายกอย่างมั่นใจ

ซึ่งวันนี้เป็นอีกคดีตัวอย่างที่ทำให้ผู้ตัดสินต้องกลับไปเปลี่ยนวิธีกันอีกรอบ ส่วนผู้เล่นก็อาศัยเรียนรู้จากเหตุการณ์นี้กำชับนักเตะต้องห้ามหยุดเล่นจนกว่าจะได้ยินเสียงนกหวีด

เพราะถ้าคุณคิดว่าล้ำแล้วดันปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามได้ส่งบอลเข้าก้นตาข่ายไปจนต้องใช้ VAR ตัดสิน คุณมีแต่เสียเปรียบนะครับ

ความบังเอิญในเรื่องกฏเกิดขึ้นกับ “เรือใบ” พร้อมๆกันในสัปดาห์เดียวหลังก่อนหน้านี้เหตุการณ์ที่ โรดรี้ ยืน offside แต่ย้อนกลับมาแย่งบอล ไทรอน มิงส์ จากด้านหลัง

ลูกนี้ สมาคมผู้ตัดสินอาชีพ หรือ PGMOL (Professional Game Match Officials Board)เ แถลงยืนยันว่าเป็นประตูที่ถูกต้องพร้อมคำอธิบายตามกฏ IFAB ทุกอย่าง

แต่ด้วยความที่มันให้ย้อนแย้งในกฏที่ไม่ได้ปกป้องฝ่ายคนได้ประโยชน์มากเท่าไหร่ (ในความรู้สึก) ทำให้เหตุการณ์ลักษณะนี้จะถูกจับ offside ในทุกกรณีทันที

เท่ากับว่า “ซิตี้” มีส่วนร่วมกับการตั้งมาตรฐานใหม่พร้อมๆกันถึง 2 กฏและได้ประโยชน์ไปแบบเฮงๆ

Blues storm to top of the Premier League with the help of another ‘offside’ goal

ข้างต้นเป็นพาดหัวหลัง “เรือใบ” เตะจบไม่นาน เป็นอีกมุมมองที่คิดเหมือนผม หาใช่ผมตั้งธงแขวะ (ออกตัวก่อน)

แม้ผมขออนุญาตตั้งข้อสังเกตอีกนิดหน่อยคือเราจะให้ “เวลา” เคสแบบ โรดรี้ นานแค่ไหนในการกลับเข้ามา onside อันนี้ก็ยังไม่เคลียร์ (อาจต้องให้ตามด่ากันอีกรอบถึงจะเคลียร์ ฮา)

สำหรับ timing ในการเปลี่ยนกฏครั้งนี้ก็อาจทำให้ความน่าเชื่อถือของ สมาคมผู้ตัดสินอาชีพ แทบไม่เหลือเพราะหามาตรฐานอะไรไม่ได้เลย อยากตัดสินอะไรก็ตัดสิน อยากเปลี่ยนก็เปลี่ยนทั้งๆที่ผู้อำนาจเคยออกมาอ้างว่าการจะเปลี่ยนแปลงอะไรไม่สามารถทำได้ระหว่างซีซั่น

เอาจริงๆวีรกรรมก่อนหน้านี้จากที่เคยนกหวีดหวานเป่าให้จุดโทษกันเป็นเทน้ำเทท่าโดนตัวนิดหน่อยก็เป่า แค่สะกิดปลายสตั๊ดโดยที่ฝ่ายรุกไม่ได้ครอบครองบอลก็ให้หน้าตาเฉยแต่พอโดนคนด่าหนักๆก็เริ่มให้ยากขึ้น (แม้จะมีจังหวะกาวๆให้เห็นเรื่อยๆ)

คล้ายๆ “ทำงานขับเคลื่อนตามเสียงด่า” อะไรประมาณนั้น

ครับเกมแรกในวันที่เริ่มไม่มี KDB ประเดิมด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้นจนขึ้นเป็น “จ่าฝูง” หนแรกในซีซั่นนี้พร้อมกับคลีนชีทสวยๆไปอีกนัดสำหรับแนวรับที่แบกทีมมาตลอด

หลายคนโดยเฉพาะ เดอะ ค็อป อาจเกาหัวแกรกๆว่าทีมกูยิงแทบตายได้ลูกเดียวแถมโดนตีเสมอท้ายเกมแต่ “เรือใบ” กลับยิงเป็นเข้าทำอะไรก็ดูง่ายไปหมด

แต่กับ ซิตี้ กลายเป็น “มวยโลก” เล่นผิดฟอร์มเล่นพลาดหละหลวมตรงกันข้ามกับวันที่ แอนฟิลด์ ซึ่งเด็ดขาดมั่นใจทุกๆช็อต

ในมุมแปลกๆสำหรับผลการแข่งขันของคู่นี้ให้เก็บไปคิดเล่นๆคือเกมสุดท้ายของ สลาเวน บิลิช อดีตผู้จัดการทีมคือการบุกมายันเสมอ ซิตี้ ถึง เอติฮัด เมื่อวันที่ 15 ธันวาคม

เป็นการปลดที่งงๆแต่อาจจะมีการตกลงกันไว้ก่อนแล้ว ผลการแข่งขันจึงไม่สำคัญแต่คนที่จ้างมาใหม่กลับอาการหนักกว่า

เพราะตั้งแต่ยันเสมอ “หงส์แดง” เป็นต้นมาทีม “รองบ๊วย” ก็แพ้ ลีดส์ ยับ 5-0, แพ้ปืน 4-0 แถมตกรอบเอฟเอ คัพ ด้วยน้ำมือของ แบล็คพูล

ทั้งนี้ทั้งนั้นในชัยชนะที่งดงามของ ซิตี้ ผมขอชมความเด็ดขาดกับโอกาสที่เกิดขึ้นตรงหน้าของ “จ่าฝูง” โดยเฉพาะ flase 9 อิลกาย กุนโดกัน ที่ฟอร์มขึ้นหม้อมา 3-4 นัดแล้ว

จากที่เป็นตัวสำรองและถูกแฟนแซวว่าเป็นพวกเรือเกลือแต่ช่วงหลังทุกๆสัมผัสบอลและออกบอลช่างมีความหมาย

ที่เห็นชัดเจนคือประตูแรกที่ผมยกให้เป็นลูก world class จากการวางยาวมาจากแดนหลังซึ่งแข้ง ตุรกี วิ่งเงยหน้าตามบอลโดยมี 2 กองหลังเจ้าถิ่นวิ่งตามมาไม่ห่าง

ผมเชื่อว่าหากเป็นกองหน้าโดยทั่วไปเอาบอลลงเพื่อมุ่งหน้าเข้าประตูแต่ด้วยการที่เป็นมิดฟิลด์ทำให้ กุนโดกัน เลือกเอาบอลลงย้อนหลังทำให้ 2 แนวรับที่วิ่งมาต้องถลำเลยไปพร้อมๆกัน

สุดท้ายเป็นขั้นตอนเผด็จศึกปั่นบอลจากนอกเขตมุมดิกอย่างสวย คือต้องนิ่งและมั่นใจแค่ไหนถึงทำแต่ละอย่างได้ไร้ที่ติพร้อมๆกันแบบนี้

เช่นเดียวกับลูกที่ 2 ของตัวเองและลูกที่ 3 ของ ซิตี้ (ภายใน 30 นาที) ที่มาจากความสามารถเฉพาะตัวไม่มีส่วนผสมสารเจือปนใดๆ

การเข้าฝักของอดีตแข้ง โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ (7 ประตูจาก 8 นัด)ในช่วงที่เกมรุกฝืดและเสีย เควิน เดอ บรอยน์ ไปร่วมเดือนเศษจึงคล้ายในลักษณะที่ แมนฯยูไนเต็ด ได้ พอล ป็อกบา กลับมาฟอร์มดีในช่วงที่ บรูโน่ แฟร์นาน เริ่มเงียบ

ประตู 4-0 ช่วงทดเจ็บครึ่งแรกทำให้ผมนึกถึงวันที่ ลิเวอร์พูล เจาะชาวบ้านไม่เข้าเพราะผู้เล่น “มวยโลก” ไปยืนแน่นในเขตโทษถึง 7-8 ตัวแต่ ซิตี้ ก็ยังอุตสาห์ยิงได้

เป็นแค่การข้ามฝากจากริมเขตโทษอีกฝั่งเข้าไปในเขตโทษให้ ริยาด มาห์เรซ ดูดลงแล้วก็ยึกยักแต่งเข้าซ้ายปั่นเสียบเสาหายไปเลย

ความแตกต่างอยู่ที่ความมั่นใจและความนิ่งกับบอล ไม่ใช่เล่นด้วยวิธีที่เสียเปรียบฝั่งตรงข้ามเช่นเปิดเพื่อให้โหม่งทั้งๆที่ตัวเองไม่มีผู้เล่นที่สูงอะไรเลย

หรืออย่างในลูกที่ 5 ก็เป็นการวางบอลจากหน้าเขตโทษตัดหลังแบ็คให้ มาห์เรซ คนเดิมวิ่งสอดมาป้ายให้ สเตอร์ลิ่ง tap in เผาขนง่ายๆเหมือนเล่นฟุตซอล

ตอนนี้ไม่ใช่แค่แนวรับแบกอย่างเดียวแล้วครับเพราะแนวรุกเริ่มกลับมาจนตอนนี้ยิงน้อยกว่า ลิเวอร์พูล แค่ลูกเดียวส่วนประตูได้เสียกำลังทิ้งห่างชาวบ้านเหมือนที่เราเห็นกันจนชินตาอีกครั้ง

แมนฯซิตี้ กลายเป็นทีมที่ 9 ที่ได้สัมผัสกับ “จ่าฝูง” ในฤดูกาลนี้ซึ่งถือว่ามากที่สุดตั้งแต่มีพรีเมียร์ลีกและเป็นการตอกย้ำว่าฤดูกาลนี้เบียดกันมากแค่ไหน

อย่างไรก็ตามผมมองว่าอีกไม่กี่นัดหรืออาจจะใน 1-2 สัปดาห์เราคงได้เห็นม้าแข่งเหลือเพียงไม่กี่ตัวค่อนข้างสูงครับ…


ขอบคุณเนื้อหาจาก Soccersuck.com http://www.soccersuck.com/boards/topic/1966202

 

Ad Space

You Might Also Like