คอลัมน์บอล

แม้ว่าในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเราจะได้เห็นการมาของดีลใหญ่อย่างโธมัส ปาร์เตย์ หรือแม้แต่การก้าวขึ้นมาแ

แม้ว่าในช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาเราจะได้เห็นการมาของดีลใหญ่อย่างโธมัส ปาร์เตย์ หรือแม้แต่การก้าวขึ้นมาแก้ปัญหาในภาวะฉุกเฉินของเอมิล สมิธ โรว์ ที่พอจะทำให้แฟนปืนใจชื่นกันได้บ้าง แต่มันก็ยังคงมีบางอย่างติดค้างคาใจ เหมือนยังขาดอะไรอยู่ …

ความสงสัยนั้นเริ่มชัดขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาล่วงเลยมาถึงช่วงปีใหม่ ดูเหมือนว่าอาร์เซน่อลยังคงขาดนักเตะที่เป็นกองกลางตัวสร้างสรรค์เกมหรือเพลเมกเกอร์ที่มีความเฉียบคมในการผ่านบอลเข้าสู่พื้นที่สุดท้ายอยู่

เริ่มจากการอำลาของเมซุต โอซิล ที่ทำให้แฟนบอลจำนวนไม่น้อยแอบเสียดายเหมือนกันว่า ถ้าวันนี้ความสัมพันธ์ของสโมสรและโอซิลยังดีเหมือนเดิม บางทีช่วง 6 เดือนสุดท้ายนี่อาจจะเป็นความทรงจำที่ดีสำหรับทั้งคู่ และคงไม่มีใครที่จะเหมาะสมแก่การมาเติมเต็มจิ๊กซอว์ที่ขาดหายไปนี้ได้ดีไปกว่าเทพปรือของพวกเขาอีกแล้ว

แต่ในเมื่อทุกอย่างมันไม่ได้ออกมาอย่างที่หวัง จะให้ไปฝืนเรียกร้องก็คงจะเสียเวลาเปล่า สุดท้ายเรื่องทั้งหมดก็ลงเอยตรงทางออกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย โอซิลกลับมามีรอยยิ้มอีกครั้งกับการเริ่มต้นการผจญภัยครั้งใหม่ที่เฟเนร์บาเช่ ตัวเลือกแรกตัดทิ้งไป

มาสู่ตัวเลือกที่สอง “วิลเลี่ยน”

ได้ยินชื่อนี้เมื่อไหร่ สาวกเดอะ กันเนอร์สถึงกัยต้องส่ายหัว อดีตแนวรุกจากเชลซีที่ตอนนี้รับค่าเหนื่อยกว่า 2 แสนปอนด์กับอาร์เซน่อล กำลังกลายเป็นหายนะของทีมอย่างแท้จริง นอกจากสองแอสซิสต์ในเกมแรกกับฟูแล่มแล้ว วิลเลี่ยนไม่เคยผลิตอะไรให้กับอาร์เซน่อลได้อีกเลย เขาไร้ความมุ่งมั่น ไม่มีแพสชั่นกับเกม ไม่มีการสปริ้นต์หนี กระชากไปแต่ก็ไม่เร็วเหมือนเดิม ส่วนลูกเก่งยืนยึกยักยังมีให้เห็น

ผลงานของ วิลเลี่ยน ในนัดเปิดสนามชนะ ฟูแล่ม 3-0 🎯🎯🎯 ยิงตรงกรอบ : 1🅰🅰🅰 แอสซิสต์ : 2 ผลงานของ วิลเลี่ยน ในอีก 19 นัดถัดมา 🎯🎯🎯 ยิงตรงกรอบ : 1🅰🅰🅰 แอสซิสต์ : 1

ภาพที่ออกมามันห่วยเกินบรรยาย ซึ่งอาร์เตต้าก็เป็นคนที่ไม่ยอมแพ้เสียด้วย มั่นใจว่าจอมเลื้อยชาวบราซิลรายนี้ว่าซื้อมาแล้วต้องใช่ ให้โอกาสแล้วให้โอกาสอีก ไม่ว่าจะยืนซ้ายบ้าง ขวาบ้าง เอามาเล่นเป็นตรงกลางเป็นตัวสร้างสรรค์เกมก็แล้ว แต่สิ่งที่วิลเลี่ยนตอบแทนกลับมามันกลับติดลบ จนแฟนตัวยงอย่าง Troopz ถึงกับไม่เชื่อสายตาว่าเป็นได้ขนาดนี้ ตัวเลือกนี้จึงกาทิ้งไปเลย และอาร์เตต้าก็ควรจะยกมือขึ้น และยอมรับได้แล้วว่าตัวเขาเองกับเอดูผิดพลาดมหันต์ที่ยื่นสัญญา 3 ปีให้ปีกหมดไฟรายนี้

“ผมไม่เคยเห็นใครที่เล่นได้แย่ขนาดนี้มาก่อนเลย เหมือนว่าเขากำลังต่อสู้กับเราด้วยซ้ำ เหมือนเขาไม่ได้อยู่ข้างเรา!” Troopz พ่นไฟไว้ในรายการของเขา

วิลล็อคก็อีกคนที่เคยลองจับมาเล่นกลางรุกแล้ว ไม่เวิร์คด้วยประการทั้งปวง ขนาดตำแหน่งตัวเองยังประคองไม่ค่อยจะอยู่ เพราะฉะนั้นที่ผ่านมา หน้าที่ในการจ่ายบอลเขาพื้นที่สุดท้ายจึงตกเป็นของบากาโย้ ซาก้า หรือแม้แต่กรานิต ชาก้าที่พัฒนาการจ่ายบอลของตัวเองขึ้นมาจนเซฟทีมไว้ได้บ่อยครั้ง

คนสุดท้ายคือเอมิล สมิธ โรว์ ซึ่งโดยธรรมชาติแล้วเจ้าหนูวัย 20 ปีรายนี้จะเป็นประเภทกองกลางตัวรุกที่อยู่ทุกที่ของสนาม เรียกได้ว่าแรงเท่าไหร่ สมิธ โรว์ จะใส่หมดทุกเกม เกมรับก็ช่วยไล่ เกมรุกแม้จะไม่ได้ถึงกับจ่ายบอลคิลเลอร์ พาสอะไร แต่เรื่องความขยัน สมิธ โรว์ ไม่ได้เป็นรองใคร แถมยังกลายเป็นคนที่อาร์เตต้าขาดไม่ได้แล้วในตอนนี้

ทุกอย่างออกมาดูดี อาร์เซน่อลผลงานพุ่งกระฉูดนับตั้งแต่บ็อกซิ่งเดย์ ก็เป็นรองเพียงแค่แมนเชสเตอร์ ซิตี้ทีมเดียว 18 แต้มทั้งหมดที่ต้องเก็บพวกเขาคว้าไปได้ถึง 16 แต่ที่น่ากังวลที่สุดคือตัว เอมิล สมิธ โรว์นี่แหละ ในเกมถล่มเซาแธมป์ตัน 3-1 เขาออกอาการเหนื่อย แสดงถึงความล้าออกมาอย่างเห็นได้ชัด จากการเล่นติดต่อกันหลายเกม แถมแต่ละเกมเจ้าตัวก็เล่นวิ่งหมดถังตลอด

นี่แหละคือเวลาที่เหมาะสมที่สุดที่พระเอกของเราจะปรากฏตัว….

ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพคล่องทางการเงินของอาร์เซน่อล ทำให้พวกเขาไม่ได้มีตัวเลือกมาก การจะลงไปลุยตลาดซื้อขายแบบป๋าคงไม่ได้เห็นแน่นอน ตัดออกไปเลย

ทว่า สโมสรกลับสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและรวดเร็วในการปิดดีล “มาร์ติน โอเดการ์ด” มาร่วมทีมด้วยสัญญายืมตัวระยะสั้น 6 เดือนด้วยค่ายืม 2.5 ล้านปอนด์ ตัดหน้าเรอัล โซเซียดัดที่อยากจะดึงเข้าไปร่วมงานอีกครั้งไปแบบหน้าตาเฉย จากความต้องการของนักเตะเองอยากจะมาเก็บประสบการณ์ในเกาะอังกฤษและช่วยทีมดังจากลอนดอนเหนือในช่วงเวลาที่เหลือของฤดูกาล

เชื่อว่าหลายคนย่อมเคยได้ยินชื่อของ อดีตวันเดอร์คิดรายนี้กันมาบ้างแล้ว วันนี้ไปรู้จักเขาให้มากอีกหน่อย กับที่มาที่ไป,สไตล์การเล่น รวมถึงสิ่งที่แฟนปืนคาดหวังได้ต่อจากนี้กับ อดีตเด็กอายุ 15 ที่เก่งกาจที่สุดในโลก “มาร์ติน โอเดการ์ด”

เกิดที่เมืองแดรมเมน ประเทศนอร์เวย์, โอเดการ์ดเริ่มต้นเส้นทางสายลูกหนังกับทีมในเมืองบ้านเกิดอย่าง แดรมเมน สตรอง สโมสรที่ซึ่งคุณพ่อของเขารับหน้าที่เป็นโค้ชอยู่ หลังแขวนสตั๊ดกับสโมสรแห่งนี้

โอเดการ์ดเก่งกาจเกินเด็กในวัยเดียวกัน เขาสร้างความประทับใจแก่ผู้ที่ได้เห็นฝีเท้านับไม่ถ้วน ทั้งในรายการที่แข่งขันในนอร์เวย์รวมถึงในต่างประเทศ จนความอัจฉริยะเริ่มถูกบอกต่อกันจนแพร่หลาย สุดท้ายเสร็จทีมดังอย่างสตรอมส์ก็อตเซท คว้าตัวไปร่วมทีมเมื่อปี 2009

และแล้วเรื่องที่บ้าบอที่สุดก็เกิดขึ้นกับเจ้าหนูรายนี้ ไม่นานนักหลังย้ายเข้ามาเป็นหนึ่งในสมาชิกของสโมสร โอเดการ์ดใช้เวลาเพียง 3 ปี สำหรับการฝึกฝนฝีเท้าในอะคาเดมี่ ก่อนกระโดดข้ามโลกข้ามจักรวาลขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของสตรอมส์ก็อตเซทตั้งแต่อายุ 13 ปี นั่นมันเด็ก ม.1 เองนะ!

และจากปรากฏการณ์ที่เหลือเชื่อนี้เอง การทดสอบฝีเท้ากับบาเยิร์น มิวนิค,แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด , อาแจ็กซ์ อัมส์เตอร์ดัม หรือแม้แต่อาร์เซน่อล ที่เจ้าตัวเอ่ยปากบอกเองก็ตามมาติดๆ บางทีมเชิญเขาไปที่สโมสร ให้ไปซ้อมร่วมกับทีมชุดใหญ่ บางทีมก็พาโอเดการ์ดไปชมรอบๆสนาม ไปเที่ยวเมือง ทุกทีมเอาใจเด็กคนนี้ทุกอย่าง เขาถูกปฏิบัติอย่างเจ้าชายตั้งแต่ยังไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของทีมด้วยซ้ำ

ระหว่างนั้นโอเดการ์ดได้ยึดตัวจริงของต้นสังกัดอย่างสตรอมก็อดเซ็ตมาไว้ในมือเรียบร้อย แบบชนิดที่ว่าผู้ใหญ่ยังอาย พร้อมสร้างประวัติศาสตร์ลงบนลีกฟุตบอลนอร์เวย์กับการแข้งที่อายุน้อยที่สุด  (15ปี กับอีก 111วัน) ที่เคยได้ลงสนามในลีกสูงสุดของประเทศ

และหลังจากพัวพันอยู่กับสโมสรนู้นสโมสรนี้ ในที่สุดโอเดการ์ดก็ได้คว้าก้าวที่ยิ่งใหญ่ในชีวิตนักฟุตบอลด้วยการถูกเรอัล มาดริดจับเซ็นสัญญากับสโมสรเมื่อเดือนมกราคมปี 2015 ด้วยค่าตัว 4 ล้านยูโร กับเด็กได้รับการยกย่องว่าเป็นเด็กอายุ 15 ที่เก่งที่สุดในโลก พร้อมกับค่าเหนื่อยสุดบ้าบอ สัปดาห์ละ 8 หมื่นปอนด์ นี่มันไม่ใช่ตัวเลขที่จะเอามาให้เด็กแล้ว!

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนการตัดสินใจไปมาดริดของเขาจะรวดเร็วเกินไปหน่อยสำหรับเด็กอายุแค่นี้ที่ผ่านประสบการณ์มาแค่กับสตรอมก็อดเซ็ต การจะเบียดแย่งตัวจริงในทีมมันยังเร็วเกินไป รุ่นพี่อย่างเบนเซม่าหรือแกเร็ธ เบล ก็ประจำอยู่แล้ว บททดสอบมันท้าทายเกินไป ไม่ใช่เขาไม่เก่ง แต่นี่ไม่ใช่เวลาที่เหมาะ

ผ่านไป 2 ปี โอเดการ์ดได้เล่นลาลีก้า 1 เกมเป็นสำรอง เล่นโกปา เดล เรย์ 1 นัด ส่วนใหญ่ก็วนเวียนอยู่ในทีมกาสตีญ่า และสุดท้ายก็ถูกปล่อยยืมไปฮีเรนวีน,วีเทสส์,และเรอัล โซเซียดัดตามลำดับ โดยเฉพาะทริปยืมตัวไปอยู่กับยอดทีมแห่งแคว้นบาสก์เมื่อซีซั่นที่แล้ว ที่ที่ซึ่งเขาโชว์ฟอร์มได้โดนเด่นสมราคา จนมาดริดถึงกับต้องเรียกตัวกลับด่วนเมื่อซัมเมอร์ที่ผ่านมา เพื่อมาประดับม้านั่งสำรองของซีดานในซีซั่นนี้ … บางคนอาจจะงง นี่มันอะไรว่ะ? ใช่แล้วครับ มันแค่นั้นจริงๆ

ในช่วงที่โอเดการ์ดกลายเป็นดาวจรัสแสงให้กับเรอัล โซเซียดาด อิมานอล อัลกูอาชิล กุนซือคนเก่งจัดระบบ 4-2-3-1 เปิดโอกาสให้โอเดการ์ดได้เข้าไปทำเกมในพื้นที่ว่างด้านขวา ผนึกกำลังกับมิเกล โอยาร์ซาบาลและปอร์ตู ที่จะถางออกไปเป็นปีกสองข้าง ส่วนโอเดการ์ดได้รับอิสระในการบัญชาเกมตรงกลางสูงกว่ามิดฟิลด์ทั้งสองคนเล็กน้อย มีหน้าที่คอยสร้างสรรค์เกม ส่งบอลทะลุเข้าไปในพื้นที่สุดท้ายต่อไป

จากค่าสถิติที่ออกมาบ่งบอกว่าจุดเด่นของโอเดการ์ดยังคงเป็นศักยภาพในการจ่ายบอลเพื่อทำเกมรุก ตลอดช่วงซีซั่น 2019/20 เขามีค่าเฉลี่ยนในการจ่ายบอลที่นำไปสู่จังหวะสำคัญถึง 2.2 ครั้งต่อ 90 นาที หรือมาเป็นอันดับ 3 ในลา ลีก้า ต่อจากลีโอเนล เมสซี่และเซร์อจิโอ กานาเลส

นอกจากนี้มิดฟิลด์วัย 22 ปียังทำสถิติจ่ายบอลทะลุช่องเป็นอันดับ 2 ของลีกแดนกระทิงที่ 18 ครั้ง และออกบอลซึ่งนำไปสู่การเข้าทำของเพื่อนร่วมทีมได้ถึง 60 ครั้ง อีกทั้งยังเป็นท็อป 5 สำหรับผู้เล่นที่หาโอกาสจ่ายบอลเข้าสู่กรอบเขตโทษคู่แข่งอีกด้วย

เมื่อใดก็ตามที่โอเดการ์ดได้รับบอลต่อมาจากเพื่อนร่วมทีม สิ่งแรกที่แล่นเข้ามาในหัวเขาคือการออกในจังหวะต่อไปยังไงก็ได้ให้บอลไปข้างหน้า แม้จะไม่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นตัวคิลเลอร์ พาสระดับก็อดจนอัดแน่นให้ดูแทบไม่ซ้ำจังหวะในยูทูป แต่การตัดสินใจของโอเดการ์ดก็มีรูปแบบที่ชัดเจน แถมยังเป็นวิสัยทรรศน์การออกบอลของคนที่มีแววจะพัฒนาไปได้อีกไกล

คิลเลอร์พาสอันเป็นสัญลักษณ์ของโอเดการ์ดมีด้วยกันสองรูปแบบ แบบแรกคือการปาดบอลเนียนจากฝั่งขวาแทยงไปทางซ้ายด้วยความแม่นยำเพื่อฉีกไลน์แนวรับ มิเกล โอยาร์ซาบาลและนาโช่ มอนเรอัล คือสองคนที่ได้ประโยชน์ไปเต็มๆจากเทคนิคตรงนี้ และคงไม่ต่างกันกับอาร์เซน่อลที่มีปิแอร์ เอเมริค โอบาเมยองและคีแรน เทียร์นี่ รับผิดชอบการเติมเกมทางฝั่งซ้าย โดยเฉพาะรายหลังที่สอดขึ้นมาเผาแนวรับแบบบ้าระห่ำ

อีกหนึ่งเทคนิคขั้นสูงคือการส่งบอลโค้งอ้อมแนวรับด้วยหลังเท้า เปิดโอกาสให้ปีกตัวริมเส้นหรือฟูลแบ็คได้อันเดอร์แล็ปเข้าไปสู่พื้นที่สุดท้าย ส่วนเทคนิคและความแน่นอนในการครอบครองบอลก็หายห่าง โอเดการ์ดค่อนข้างเสียบอลยาก เป็นประเภทเล่นบอลกับเท้าดี ไม่ว่าจะจับ จะหลบคู่แข่ง หรือจัดการการครอบครองบอลในแดนกลางให้กับทีม โดยเจ้าตัวมีสถิติจ่ายบอลสำเร็จที่ 84 % เท่ากับเอมิล สมิธ โรว์ แต่จะอันตรายกว่าตรงลูกจ่ายทะลุไลน์ที่พร้อมเสมอเมื่อโอกาสเปิด

แนวรุกทีมชาตินอร์เวย์รายนี้จะทำให้คุณหลงใหลกับลีลายามเคลื่อนที่ไปพร้อมกับบอล ซึ่งจะเข้ามาช่วยยกระดับออปชั่นที่อาร์เซน่อลมีอยู่ได้อย่างแน่นอน โอเดการ์ด มีค่าเฉลี่ยการเลี้ยงบอลอยู่ที่ 2.1 ครั้งต่อ 90 นาทีเมื่อซีซั่นที่แล้ว พยายามเลี้ยงบอลผ่านคู่ต่อสู้ทั้งหมด 56 ครั้ง สำเร็จ 78 % มาเป็นอันดับที่ 6 ของลา ลีก้า

การแตะบอลหลบคู่แข่งยามโดนเพรสซิ่งเร็วคือสิ่งที่โอเดการ์ดถนัดเป็นที่สุด ไม่ว่าจะประกบหรือถึงตัวไวแค่ไหน เพลเมกเกอร์รายนี้มักจะใช้เทคนิคการสัมผัสบอลจังหวะเดียวหรือแตะบอลอย่างชาญฉลาดเพื่อพาเข้าสู่พื้นที่ว่างตามสัญชาติญาณ การเปลี่ยนจากรุกเป็นรับ ถ้าบอลเอามาฝากไว้ที่เขาก็สามารถทำได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ และยังลงไปล้วงบอลขึ้นมาโดยตัวเองได้อีกต่างหาก

แต่สิ่งที่เขายังทำได้ไม่ดีและดร็อปลงไปมาก คือเรื่องของการช่วยเกมรับ โอเดการ์ดมีสถิติการถอยลงไปช่วยเกมรับที่ไม่สู้ดี ซึ่งมีส่วนจากการที่ไม่ได้ลงเล่นมากนัก ค่าการเข้าปะทะและตัดบอลของเขาอยู่ที่ 0.1 ต่อ 90 นาที ซึ่งถือว่าตกฮวบลงไปจนน่าใจหายจากปีก่อนๆ พีคที่สุดคือช่วงที่ลงเล่นให้วีเทสส์ ตอนนั้นโอเดการ์ดทำค่าเฉลี่ยนไว้ที่ 1.7 หรือถ้าเทียบกับทีมอาร์เซน่อลคือเป็นรองเพียงแค่ โธมัส ปาร์เตย์คนเดียว และยังสามารถทวงบอลคืนมาได้ด้วยตัวเองเฉลี่ยถึง 8.22 ครั้งต่อ 90 นาทีเมื่อซีซั่นที่แล้ว ซึ่งไม่มีกองกลางคนไหนเลยในทีมของมิเกล อาร์เตต้าที่ทำได้ขนาดนี้

“ผู้คนอาจจะรู้สึกทึ่งกับประสิทธิภาพที่ออกมาจากเขา แต่สำหรับเรา นั่นคือสิ่งที่ผมคาดหวังไว้จากตัวเขาตั้งแต่แรก” กุนซือโซเซียดาด เผย

“เขามีตาเหยี่ยวสำหรับการออกบอลและสองเท้าที่มหัศจรรย์สำหรับการปิดบัญชี นักเตะอย่างเขาคู่ควรกับฟุตบอลที่มีระดับสูงกว่านี้ เราจะมีความสุขกับการมีเขาอยู่ตราบที่เวลายังเหลือ”

และนั่นก็คือความสุขจริงๆ เจ้าหนุ่มวัย 22 กระรัต สร้างชื่อเป็นหนึ่งในแข้งที่โดดเด่นที่สุดของยุโรปอีกครั้งในสีเสื้อของ ลา เรอัล แต่ทว่าสถิติสวยหรูเหล่านั้นกลับไม่ได้ปรากฏออกมาเลยจากผลงานในซีซั่นนี้ ทุกอย่างมันเงียบไปหมด การกลับมามาดริดคือความผิดหวังอย่างเลี่ยงไม่ได้ ซีดานไม่ได้เชื่อใจเขาอย่างที่หวังไว้ และเมื่อใดก็ตามที่ได้โอกาส สภาพแวดล้อมก็ดันซ้ำเติมให้ทุกอย่างเลวร้ายลง ราชันชุดขาวเก็บชัยชนะได้เพียงแค่ 3 จาก 8 เกมที่มีโอเดการ์ดอยู่ในสนาม

นอกจากนี้โอเดการ์ดยังมีปัญหาอาการบาดเจ็บเอ็นอักเสบเมื่อช่วงก่อนหน้า ซึ่งก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้เขาไม่ค่อยได้รับโอกาสจากซีดาน แต่ก็พอหายห่วงได้ เมื่ออาร์เซน่อลมีทีมงานที่เชี่ยวชาญเรื่องกับรับมือปัญหาดั่งกล่าวอยู่แล้ว จากการที่เคยรักษาอาการบาดเจ็บในลักษณะเดียวกันนี้ให้กับโลร็องต์ กอสเซียลนี่

ส่วนเรื่องที่ต้องกังวลจริงๆก็คงเรื่องทั่วไปอย่างการปรับตัว ฟุตบอลอังกฤษคือเรื่องแปลกใหม่สำหรับเขา โดยเฉพาะฟุตบอลยุคใหม่ที่ไม่ได้เปิดพื้นที่ให้แนวรุกมีพื้นที่เล่นเหลือเฟือ การเดินทางมาสู่ลอนดอนครั้งนี้ของโอเดการ์ด นับว่าเป็นบททดสอบครั้งใหญ่ในชีวิตค้าแข้งของเขาเลย ไม่ว่าจะเป็นการปรับตัวเข้ากับระบบของอาร์เตต้าที่เจ้าตัวต้องทำให้ได้เร็วที่สุด เพราะอย่าลืมว่าเขามีเวลาเพียง 5 เดือนเท่านั้นที่จะพิสูจน์ตัวเองกับที่นี่ หรือแม้แต่การปรับสปีดบอล รวมไปถึงเกมพรีเมียร์ลีกที่ต้องใช้พละกำลังค่อนข้างสูง สังเกตได้จากรุ่นพี่ที่มาดริดที่มาอยู่เอมิเรตส์ สเตเดียมก่อนอย่างดานี่ เซบายอส กว่าจะปรับตัวกับความหนักหน่วงได้ก็ใช้เวลาพอสมควรเหมือนกัน

เออร์ลิ่ง ฮาแลนด์ กองหน้านอร์เวย์จากโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ได้ให้สัมภาษณ์ล่าสุดถึง มาร์ติน โอเดการ์ด เพื่อนซี้ร่วมทีมชาติว่า “เขา(มาร์ติน โอเดการ์ด)ต้องการย้ายทีม และต้องการลงเล่น นั่นคือสิ่งที่เขาต้องการ”

“เราทุกคนรู้ดีว่าเขามีฝีเท้าดีแค่ไหนเมื่อไหร่ที่เขาเล่นแบบมั่นใจ และบอลอยู่ที่เขา เรารู้ว่าสิ่งที่เหลือเชื่อที่สุดสามารถเกิดขึ้นได้จากเขา “

” มันดูน่าสนใจ เพราะว่าอาร์เซนอลคือสโมสรที่ยิ่งใหญ่ในอังกฤษ ในแง่วิธีการเล่นอาจแตกต่างเล็กน้อย แต่ผมคิดว่าเขาสามารถเข้ากันได้ดีกับ มิเกล อาร์เตต้า เขาสามารถจะสนุกกับตัวเองเมื่ออยู่ที่นั่น “

แต่ที่แน่ๆ สิ่งที่เราเรียนรู้จากดีลครั้งนี้คือการแก้ไขปัญหาที่อาร์เซน่อลเริ่มจะทำได้ตรงจุดมากขึ้นกว่าที่ผ่านมา จากที่เคยขาดกลางรับ ก็ไปจัดกลางรับแท้ๆ อย่างโธมัส ปาร์เตย์ มา จากที่เคยขาดเซ็นเตอร์แบ็คสูงใหญ่ก็ไปจัดกาเบรียล มากัลเญสมา พอถึงเวลานี้ที่ขาดตัวสร้างสรรค์เกม พวกเขาก็ไม่รอช้าหันมาอุดจุดบอดตรงนี้ให้ไว

จริงอยู่ที่ตรงนี้มีเอมิล สมิธ โรว์อยู่แล้ว หลายๆคนอาจจะเป็นห่วงว่านี่จะเป็นการปิดกั้นการพัฒนาของเด็กหรือเปล่า? บอกตรงนี้ก่อนว่าเรื่องนั้นหายห่วงได้เลย ณ ตอนนี้ อาร์เซน่อลเหลือกองกลางสไตล์เบอร์ 10 เพียงแค่คนเดียวคือสมิธ โรว์ การที่เขาคนเดียวจะลากยาวไปตลอดเวลาที่เหลือของซีซั่นแบบไม่มีใครแทนมันคุ้มหรอที่จะเสี่ยง ทั้งในเรื่องของโปรแกรมที่ต้องเตะถี่ยิบทั้งในพรีเมียร์ ลีกและยูโรป้า ลีก เกิดวันไหนเจ้าหนูเอมิลดันบาดเจ็บขึ้นมา หันซ้ายหันขวาไม่เจอใครเลยนะ

ที่ผ่านมาเอมิล สมิธ โรว์ ก้าวขึ้นมาประคองทีมไปข้างหน้าได้อย่างไม่ใครคาดคิดว่าจะทำได้ขนาดนี้ ตั้งแต่อาร์เตต้าให้โอกาสออกสตาร์ทเกมแรกในนัดกดเชลซี 3-1 ทีมก็ไม่เคยแพ้ให้ใครอีกเลยจนถึงตอนนี้ ผลผลิตจากอะคาเดมี่เฮล เอนด์รายนี้แค่คำว่าภูมิใจยังน้อยไปด้วยซ้ำ แต่การเพิ่มโอเดการ์ดเข้าไปอีกคน ที่ไม่ใช่จะเล่นแทนที่เขาได้แต่ยังสามารถเล่นร่วมกับเขาได้อีก นี่มันกำไรของอาร์เตต้าเห็นๆ

ดีลนี้เบ็ดเสร็จราคาที่ 2.5 ล้านยูโร รวมทั้งค่ายืมและค่าเหนื่อย แม้ว่าจะไม่มีออปชั่นซื้อขาด แต่แน่นอนว่าทั้งสามฝ่ายยังคงหารือเรื่องข้อตลงกันได้อีกทีเมื่อถึงเดือนกรกฏาคมหากพวกเขาอยากใช้เวลาร่วมกันมากกว่านี้ เพราะมาดริดก็ดูมันจะไม่ได้มีโอเดการ์ดอยู่ในแผนการทำทีมอยู่แล้ว แต่สุดท้ายก็ขึ้นอยู่กับอนาคตของทั้งตัวซีดานและอาร์เซน่อล อยู่ที่ว่าทั้งมาดริดและไอ้ปืนใหญ่จะปิดฉากซีซั่นนี้ยังไง

เสี่ยงน้อย ผลตอบแทนมาก นี่คือดีลที่ทั้งเอดูและอาร์เตต้าพิจารณามาแล้วอย่างรอบคอบสำหรับตลาดซื้อท่ามกลางสถานการณ์แบบนี้ แต่ถ้ามันไม่เวิร์ค ? ก็ไม่เป็นไร ไม่มีอะไรเสียหายที่จะลองเสี่ยง สุดท้ายก็แค่โบกมือร่ำลากันแบบลูกผู้ชาย

โอเดการ์ดมาที่นี่เพื่อต้องการจะบอกให้ทุกคนจับจ้องมาที่เขาอีกครั้ง และพิสูจน์ตัวเองว่าเขาไม่ใช่แค่ไอเด็กที่หวือหวาแค่ช่วงหนึ่ง แต่กำลังจะกลายเป็นดาวเตะชั้นนำของยุโรปอย่างเต็มตัว ยินดีด้วยกับแฟนบอลปืนใหญ่ พวกคุณคือผู้โชคดีที่จะได้สัมผัสความรู้สึกที่น่าตื่นเต้นกับดีลที่ขึ้นชื่อได้ว่านับจับตามองที่สุดของตลาดหน้าหนาวนี้ ลอนดอนเหนือคือเวทีเฉิดฉายของนาย “มาร์ติน โอเดการ์ด”


สุดท้ายนี้เรามีบทสัมภาษณ์แรกของมาร์ติน โอเดการ์ดมาฝากกันอีกด้วย

โอเดการ์ด เปิดเผยว่าการพูดคุยกับ อาร์เตต้า กลายเป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้เขาตัดสินใจย้ายมาอยู่กับ อาร์เซน่อล

“ผมได้คุยกับเขาก่อนย้ายมาที่นี่, แน่นอน นั่นเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับผมและเขาดูเป็นผู้จัดการทีมชั้นยอดนะ ผมชอบไอเดียของเขา, การมองเกมฟุตบอลของเขาและการปฏิบัติตัวของเขาด้วย” โอเดการ์ด บอกกับเว็บไซต์สโมสร

“เขาทำให้ผมรู้สึกยอดเยี่ยมและนั่นเป็นเรื่องสำคัญต่อการย้ายมาที่นี่ เขาเป็นกุญแจสำคัญเลยล่ะ”

“ผมว่าทุกครั้งที่คุณย้ายไปอยู่กับสโมสรใหม่ คุณอยากจะแน่ใจว่าจะรู้สึกดีและมีแผนวางเอาไว้ แต่ผมว่าทุกสิ่งที่ดีดูดีนะ”

“วันก่อน ดานี่ ส่งข้อความมาหาผมและเขาพูดถึงแต่สิ่งดีๆของสโมสร, ผู้จัดการทีมและทุกๆอย่าง”

“นั่นเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผมเหมือนกันและเขาก็แฮปปี้ที่ผมย้ายมาที่นี่ ดังนั้นนั่นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับผมนะ มีคนรู้จักอยู่ที่นี่และได้ยินจากคนที่อยู่ภายในสโมสร เป็นเรื่องที่ดีนะ”

“การมาเล่นในพรีเมียร์ลีกเป็นความฝันเสมอล่ะ และผมก็ชอบสไตล์การเล่นของ อาร์เซน่อล ด้วย สำหรับผมแล้ว เชสก์ ฟาเบรกัส คือหนึ่งในไอดอลเลย”

“ผมเคยมาทดสอบฝีเท้ากับอาร์เซนอลตอนอายุ 15 และได้คุยกันหลายเรื่อง ผมมีความรู้สึกดีที่กับการอยู่ที่นะ และผมก็คิดแต่เรื่องฟุตบอลเท่านั้น สุดท้ายผมอาจไม่ได้เลือกที่จะอยู่ที่นี่ แต่ผมก็มีช่วงเวลาที่ดี และจำมันได้เลยแหละ”

“ครั้งแรกที่ผมมายังสโมสร มันมีความรู้สึกที่ดี และทุกครั้งที่ได้ยินเกี่ยวกับอาร์เซนอล มันก็ยังเป็นแบบเดิมไม่เปลี่ยน ตอนนี้ผมย้ายมาแล้ว บางครั้งชะตาอาจจะลิขิตไว้ก็ได้”


ขอบคุณเนื้อหาจาก ShotOnGoal.com

 

Ad Space

You Might Also Like