บอลอังกฤษ

ราชัน – หงส์ “บอลคนละชั้น”

ก่อนจะเริ่มเกริ่นหรือเข้าเนื้อหา ผมขอมุ่งไปที่ เรอัล มาดริด เพียวๆเพื่อให้เครดิต class ฟุตบอลที่ไม่ต้องลากปัจจัยอื่นมาลดทอนเครดิตงามๆในค่ำคืน ณ สนาม เอสตาดิโอ อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่

ผมเชื่อว่าชัยชนะที่พูดได้เต็มปากว่า outclass เหมือนซ้อมเหนือ ลิเวอร์พูล 3-1 ทาง “ราชันชุดขาว” เองก็คงไม่นึกว่าจะง่ายดายขนาดนี้

มันให้อารมณ์เหมือนเด็กเล่นบอลกับผู้ใหญ่ วิ่งเยอะแต่ไม่เจอบอล ยิ่งไล่ยิ่งเหนื่อยและ “หงส์แดง” เสียการครองบอลไวมากซึ่งส่วนนึงก็มาจากการเพรสของเจ้าถิ่นด้วย

การเสียบอลให้ มาดริด คุณเลิกคิดเลยครับว่าเขาจะเสียคืนให้คุณง่ายๆ ไล่ไม่มีทางจน เพรสให้ตายก็ได้แค่ ”พยายาม”

ถ้าจะรอเสียบอลต้องนู่นเลยครับหน้าเขตโทษหรือได้จบซึ่งก็เท่ากับปิดโอกาสคุณไปในตัว สุดท้ายก็ให้ผู้รักษาประตูเล่น เพรส รอเก็บตก แย่งคืน วนลูปเพลินๆ

แค่ได้ดูการการวางยาว 50 หลาของ โทนี่ โครสส์ จนโลกโซเชี่ยลแห่สรรเสริญหลังจบพักครึ่งรวมถึงการเอาบอลลงแค่ปลายอกของ วินิซิอุส จูเนียร์ ก็ถือว่าการอดนอนคุ้มค่าแล้ว

แชมป์ยุโรป 13 สมัยแสดงจุดยืนให้เห็นตั้งแต่เขี่ยแล้วว่า “ใครใหญ่ใครเล็ก” ด้วยการเพรสแบบไม่มีปล่อยอยู่ราวๆ 15 นาทีก่อนค่อยๆผ่อนเกียร์ลง

ผมมองว่าเป็นแท็คติกส์ที่ ซิเนอดีน ซีดาน ต้องการเปิดซิงลูกแรกให้ไวเพื่อจะได้ไม่มาเหนื่อยทีหลังเพราะยังต้องระวังอเวย์โกล์ไปในตัวด้วย

หลังจากพยายามต่อบอลและใช้ความเร็วของ วินิซิอุส ทางริมเส้นจนในที่สุด มาดริด ค้นพบสูตรง่ายๆที่ผู้บรรยายบอก simple but brilliant จากลูกวางยาวของ โครส นี่แหละครับ

มาดริด เห็นความผิดปกติและอาการตื่นกลัวของแนวรับ “หงส์แดง” เมื่อเจอลูกโด่งโดยเฉพาะ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์ ที่แสดงออกชัดเจนว่า “กลัว” วินิซิอุส ที่เผาเครื่องมาก่อนหน้านี้

เราจึงเห็นลูกคล้ายๆกันกับการวางยาวจน TAA กดดันเลือกโหม่งคืนหลังไปเข้าทาง อเซนซิโอ จนเสีย 2-0 ก่อนจบครึ่งแรก

ทีนี้เรากลับเข้ามายังปัญหาที่สร้างขึ้นเองของฝั่ง ลิเวอร์พูล บ้าง

ทั้งผมและเดอะ ค็อป น่าจะคิดเหมือนกันคือ “ตะลึง” กับไลน์อัพ 11 ตัวจริงที่มีชื่อของ นาบิล เกอิต้า

ปกติเมื่อเจอทีมอาวุธหนักผมมักเห็น JK จะจัดพวกฟิตๆขยันไล่บอลและค่อยโรเตชั่นส่งกลางครีเอทีฟจ๋าๆเวลาเจอทีมที่เบาลงมาหน่อยซึ่ง ฟาบินโญ่, ติอาโก้ และ มิลเนอร์ สร้างผลงานชิ้นโบว์แดงเอาไว้ที่ เอมิเรสต์ สเตเดียม เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

หลายคนจึงคาใจและแปลกใจอย่างที่สุด ซึ่งเหตุผลเดียวที่ผมนึกออกแบบไวๆคือ คล็อปป์ น่าจะเห็น มาดริด ขาดทั้ง แซร์คิโอ รามอส และ ราฟาเอล วาราน คู่เซนเตอร์ตัวจริงจึงมองเห็นหนทางชิงความได้เปรียบตั้งแต่เกมนี้เลย

แต่ภาพที่ออกมากลางยวบ หาบอลกันไม่เจอและทำให้แข้งกินีเสียคนจนถูกถอดออกเดินคอตกตั้งแต่ครึ่งแรก

ปัญหาอื่นๆที่ตามมาเมื่อ มาดริด บัญชาแดนกลางแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดคือฝั่ง ลิเวอร์พูล ก็เริ่ม “เสียขวัญ” ถึงขนาดที่จ่ายบอลใกล้ๆแค่ 4-5 หลายังเบาเข้าทางเจ้าถิ่นหลายต่อหลายครั้ง

แม้กระทั่งคนที่ไว้ใจได้ที่สุดในแผนกลางอย่าง ฟาบินโญ่ ก็ออกอาการเป๋ไปพร้อมๆกับ จินี่ ไวลจ์นัลดุม

ไม่ได้อยากมาขยี้อะไรนะ ผมก็ดันขยันไปไล่ๆรายชื่อดูวันที่แพ้ แอสตัน วิลล่า 7-2 กลาง 3 ตัวเหมือนเป๊ะๆแบบวันนี้เลย (อาจจะบังเอิญน่า)

ซึ่งวันนี้ JK กลับมาใช้แท็คติกส์เดิมคือดันไลน์สูงเกือบครึ่งสนามและในเมื่อกลางไม่บีบไม่เพรสหนักๆก็เข้าอีหรอบเดิมอย่างที่เราเคยมาเสวนาบ่นกันทุกๆสัปดาห์ช่วงที่แพ้รัวๆ

คู่ต่อสู้ก็ชอบสิครับ วางยาวใส่ให้วิ่งตามโดยที่เซนเตอร์คู่ไม่ถนัดอะไรแบบนี้เลยแล้วนี่ดันมาเจอกลางระดับโลกที่วางบอลโคตรแม่น ได้ขนมกรุบมา 2 ลูกสบายๆ

คนที่เล่นดีที่สุดในฝั่ง “หงส์แดง” วันนี้ถ้าไม่นับลูกคืนหลังแป๊กจนเกือบโดน 3-0 ก่อนจบครึ่งแรกผมยกให้ โอซาน คาบัค ที่วันนี้ช่วยชีวิตตามสกัดและบล็อกได้ไม่ต่ำกว่า 4-5 ครั้ง

ความหละหลวมที่ไม่น่าอภัยอีกอย่างคือกองหลัง 2 คนดันปล่อยให้ วินิซิอุส ซึ่งยืนอยู่คนเดียวในเขตโทษได้ยิงแบบไม่มีใครเข้าทั้งๆที่ไม่ใช่การเข้าทำที่ฉาบฉวยหรือซับซ้อนอะไรเลยด้วยซ้ำ

นักเตะที่ไม่ใช่จอมถล่มประตูอย่าง วินิซิอุส ในวัย 20 ปีและลงเล่นใน ลาลีกา มา 70 กว่านัดแต่ยิงได้แค่ 8 ลูกกลับทำได้ถึง 2 ลูกในเกมเดียว

ในขณะที่เกมรุกของฝั่ง “หงส์แดง” วันนี้บอกได้คำเดียวว่าเป็น “หมูในอวย” โดยเฉพาะครึ่งแรกที่ 3 ตัวบนแทบไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นเพราะทุกครั้งที่ได้บอลจะมีตัวแหย่ตัวเบียดชนตลอดเวลา

การยืนตำแหน่งก็ไม่เอื้ออำนวยเนื่องจากครึ่งแรก มาเน่ ไปยืนรอบอลในเขตโทษ ปล่อยให้ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ขึ้นมาทางฝั่งซ้ายคนเดียว สุดท้ายก็ลงเอยด้วยการคืนหลัง (ไม่ก็โดนบีบเสียบอล)

พูดถึง มาเน่ แล้วเกมนี้เป็นอีกเกมที่เล่นได้แย่มาก จับบอลลั่น เลี้ยงยาว เพื่อนว่างไม่ส่ง ขนาดจังหวะพลิกหน้าเขตโทษยังล้มแบบไม่มีสาเหตุ เสียโอกาสดีๆไปหน้าตาเฉย

แล้วขอโทษนี่คือกรรมการยุโรปไม่ใช่อังกฤษ สมองและความสามารถในการดูเกมมันต่างกันเยอะ

ครับถึงตรงนี้หลายคนอาจจะมองว่าสงครามยังไม่จบอย่าเพิ่งนับศพทหาร

แต่เมื่อเช็กสภาพหลายๆอย่างรวมกันทั้งฟอร์มใน แอนฟิลด์, สนามไร้ผู้ชม, แนวรับไม่ฟูล (และความโหดของ มาดริด)

การหวังถึงขั้น “ปาฏิหาริย์” อย่างในวันที่พลิกชนะ บาร์เซโลน่า 4-0 ไม่น่าจะมีซ้ำสองแล้วล่ะครับ…


ขอบคุณเนื้อหาจาก Soccersuck.com http://www.soccersuck.com/boards/topic/1988638

 

Ad Space

You Might Also Like