คอลัมน์บอล

ย้อนรอย 5 แมทช์แห่งความทรงจำที่ ลิเวอร์พูล สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะได้สำเร็จ – FEATURE

เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า ผลการแข่งขัน ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก 2020/21 รอบ 8 ทีมสุดท้ายนัดแรก ลิเวอร์พูล บุกไปพลาดท่าพ่ายให้กับยอดทีมอย่าง เรอัล มาดริด ถึง 3-1 ซึ่งด้วยฟอร์มการเล่น ณ ปัจจุบัน หลายคนอาจจะมองว่าพวกเขาแทบจะหมดโอกาสในการเข้ารอบไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

แต่อย่าลืมว่าในอดีต หงส์แดง เคยสร้างปาฏิหาริย์การพลิกเอาชนะมาแล้วหลายต่อหลายครั้ง ซึ่งแต่ละเกมก็ขึ้นแท่นแมทช์แห่งความทรงจำของแฟนฟุตบอลที่แม้แต่คนที่เป็นสาวกทีมอื่น ๆ ยังจดจำกันได้เป็นอย่างดี วันนี้เราจึงอยากนำเสนอ 5 เกมแห่งความทรงจำที่ ลิเวอร์พูล สามารถพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นผู้ชนะได้ โดยจะมีแมทช์ใดบ้าง ตามไปดูกัน…

ย้อนกลับไป 20 ปีก่อน เกมที่ มิลเลเนียม สเตเดียม ในเมืองคาร์ดิฟฟ์ประเทศเวลส์ เป็นการแข่งขันรายการ เอฟเอ คัพ รองชิงชนะเลิศที่ ทัพหงส์แดง ของ เชราร์ อุลลิเยร์ ยอดผู้จัดการทีมผู้ล่วงลับต้องโคจรมาพบกับ อาร์เซนอล รองแชมป์ พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาลนั้น ซึ่งรูปเกมค่อนข้างสูสีแต่เป็น ปืนใหญ่ ที่หาโอกาสจบสกอร์ได้ชัดเจนกว่าเล็กน้อย กระทั่งช่วงท้ายเกมนาทีที่ 74 เฟร็ดดริก ลุงเบิร์ก ได้โอกาสหลุดเดี่ยวก่อนล็อคหลบ เวสเตอร์เฟลด์ และยิงเข้าไปง่าย ๆ เกมทำท่าจะจบด้วยการคว้าแชมป์ของ เดอะกันเนอร์ส แต่แล้วในช่วง 7 นาทีสุดท้าย ยอดกองหน้าอย่าง ไมเคิล โอเวน แผลงฤทธิ์ยิง 2 ประตูในระเวลา 4 นาทีช่วยให้ทีมเบียดแซงคว้าแชมป์มาครองได้ในที่สุด

ย้อนกลับไป 5 ปีก่อนซึ่งเป็นปีแรกของ เยอร์เกน คล็อปป์ กับ ลิเวอร์พูล โดยในรายการ ยูโรปาลีก เขาต้องโคจรมาพบกับทีมเก่าอย่าง ดอร์ทมุนด์ ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายหลังจากเกมแรก หงส์แดง บุกไปยันเสมอมาได้ 1-1 แต่แล้วเริ่มเกมไปได้ไม่ถึง 10 นาที ทัพเสือเหลือบุกมานำก่อน 0-2 จาก มคิตาร์ยาน และ โอบาเมยอง จนจบครึ่งแรกไปด้วยสกอร์ดังกล่าว แต่เริ่มครึ่งหลังไปได้เพียง 3 นาที ยอดกองหน้าอย่าง โอริกี้ มายิงตีไข่แตกช่วยให้ทีมไล่ตามมาเป็น 1-2 อย่างไรก็ตามทีมเยือนมาได้ประตูนำห่าง 1-3 จาก มาร์โก รอยส์ ในาทีที่ 57 แต่ด้วยหัวจิตหัวใจของบรรดาแข้ง เร้ดแมทชีน พวกเขามายิงคืน 3 ประตูรวดจาก คูตินโญ นาทีที่ 66 ซาโก้ นาทีที่ 78 และเป็น ลอฟเรน ที่ซัดประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ ช่วยให้ทีมพลิกล็อคผ่านเข้าสู่รอบ 4 ทีมสุดท้ายต่อไปน่าเสียดายที่ปีนั้น หงส์แดง สามารถทะลุเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศ แต่ต้องไปแพ้ให้กับเจ้าแห่งรายการนี้อย่าง เซบีญา 3-1 ทำให้เป็นได้เพียงรองแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย

เกมแห่งความภาคภูมิใจของสาวก เดอะค็อป เพราะเป็นหนึ่งในเกมที่ "กัปตันเจิร์ด" แบกทีมจนคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จเวสต์แฮม เป็นฝ่ายบุกมานำก่อนถึง 2-0 ในช่วงครึ่งชั่วโมงแรก จากการทำเข้าประตูตัวเองของ คาร์ราเกอร์ และ จังหวะรับหลุดมือของ เรนา จนทำให้ ดีน แอชตัน มาซ้ำจ่อ ๆ เข้าไป แต่แล้วหลังจากนั้น ลิเวอร์พูล มายิงคืนสองประตูจาก ซิสเซ และ เจอร์ราร์ด ก่อนที่ คอนเชสกี้ จะมายิงไกลสุดสวยให้ ขุนค้อน ออกนำอีกครั้ง เกมทำท่าจะจบลงด้วยความพ่ายแพ้ของ หงส์แดง แต่แล้วช่วงทดเวลบาดเจ็บ "สตีวี จี" ซัดไกลนอกกรอบบอลพุ่งเสียบมุมเข้าไปอย่างงดงาม ทำให้ต้องไปดวลกันต่อในช่วงต่อเวลาพิเศษ และอย่างที่ทราบกันดีว่า ลิเวอร์พูล เป็นฝ่ายเอาชนะไปได้จากการดวลจุดโทษ ที่ เปเป้ เรนา โชว์เซฟแก้ตัวจากในช่วงต้นเกมพาทีมคว้าแชมป์มาครองได้สำเร็จในที่สุด

เพิ่งจะผ่านมาแบบสด ๆ ร้อน ๆ สำหรับเกมช็อคสายตาแฟนบอลทั้งโลก ในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบ 4 ทีมสุดท้าย ที่ต้องพบกับยอดทีมอย่าง บาร์เซโลนา แถมเกมแรกพวกเขายังบุกไปพ่ายถึง 3-0 ทำให้นัดที่สองจึงเป็นงานที่แทบจะเป็นไปไม่ได้ รวมถึงทีมจะขาดตัวหลักอย่าง โม ซาลาห์ และ ฟิร์มิโน ในเกมต่อไปอีกด้วยแต่แล้วแมทช์ที่หลายคนคงไม่คาดฝันว่า หงส์แดง จะมีลุ้นใด ๆ กลับเริ่มต้นจุดประกายความหวังตั้งแต่นาทีที่ 7 จากจังหวะซ้ำจ่อ ๆ ของ โอริกี้ ให้ทีมออกนำ 1-0 หลังจากนั้นเจ้าบ้านพยายามบุกอย่างหนักแบบไร้ความกดดันชนิดที่ไม่มีอะไรจะเสียและเป็น ไวจ์นัลดุม ที่มากด 2 ประตูรวดในนาทีที่ 54 และ 56 ให้ทีมไล่ต้อน บาร์ซ่า 3-0 กระทั่งจังหวะในตำนานที่ เทรนต์ เล่นเตะมุมเร็วมาให้กับ โอริกี้ ยิงจ่อ ๆ เข้าไปเป็นประตูชัยให้ ลิเวอร์พูล พลิกนรกเอาชนะเต็งหนึ่งอย่าง บาร์เซโลนา ไปได้ด้วยสกอร์รวม 4-3 ก่อนที่ในที่สุดปีนั้นพวกเขาจะคว้าแชมป์ยุโรปมาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ด้วยการเอาชนะ ท็อตแนม ฮ็อตสเปอร์ 2-0 ในรอบชิงชนะเลิศนั่นเอง

หนึ่งในเกมที่ดราม่ามากที่สุดตลอดการในวงการฟุตบอล "มิราเคิล ออฟ อิสตันบูล" รอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 2005 ระหว่าง ลิเวอร์พูล กับยอดทีม ณ เวลานั้นอย่าง เอซี มิลานซึ่งรูปเกมเป็น ยักษ์ใหญ่จากอิตาลี ที่ทำได้ค่อนข้างดีกว่า โดย มัลดินี ยิงประตูให้ทีมออกนำไปก่อนตั้งแต่นาทีแรก ก่อนที่ เครสโป จะมาเหมา 2 ประตูในช่วงท้ายครึ่งแรกให้ มิลาน นำห่างถึง 3-0 ในช่วงพักครึ่งเวลา ทั้งสกอร์ทั้งรูปเกม แฟน ๆ ลิเวอร์พูล หลายคนคงปิดไฟนอนเป็นที่เรียบร้อย แต่แล้วหลังจากเริ่มครึ่งเวลาหลังในนาทีที่ 54 เจอร์ราร์ด มาโหม่งตีไข่แตกให้ทีมไล่ขึ้นมา ก่อนที่ ซมิเซอร์ จะยิงไกลสุดสวยให้ทีมตามมาเป็น 3-2 และ อลอนโซ ซ้ำจุดโทษของตัวเองตีเสมอ 3-3 ได้สำเร็จโดยทั้ง 3 ลูกใช้เวลาเพียง 6 นาทีเท่านั้น ช่วงที่เหลือของเกม ปีศาจแดงดำ พยายามบุกอย่างหนักแต่ต้องกราบงาม ๆ ให้กับ เจสซี ดูเด็ค ที่โชว์เซฟยิ่งกว่า "นักเตะเซี้ยวลิ้มยี่" ยื้อจนมาถึงช่วงดวลจุดโทษได้สำเร็จ และก็อย่างที่ทราบกัน นายด่านชาวโปแลนด์ก็ท็อปฟอร์มเป็นฮีโรเซฟช่วยทีมจนคว้าแชมป์มาครองได้อย่างยิ่งใหญ่ในที่สุด


ขอบคุณเนื้อหาจาก 90min.com https://www.90min.com/th/posts/feature-5-match-that-liverpool–made-great-come-back-in-history

 

Ad Space

You Might Also Like