บอลอังกฤษ

“ผี” กับคัมแบ็คหน 9 ไม่ได้มาเพราะโชคช่วย

การที่ต้องมานั่งเชียร์ทีมที่ “เกลียดที่สุดในโลก” บางทีก็เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ถูกเหมือนกันแฮะ

ด้วยความที่ สเปอร์ส กำลังเบียดแย่งโควต้า แชมเปี้ยนส์ลีก กับ “หงส์แดง” ทำให้วันนี้ผมเททั้งใจให้ แมนฯ ยูไนเต็ด โดยผลเสมอแต้มเดียวก็ไม่อยากให้เกิดขึ้น

ทันทีที่เกมเล่นไปราวๆ 5-10 นาทีแรก ผมบอกกับตัวเองว่าใบเหลืองใบแดงมาแน่เนื่องจากทั้ง 2 ทีมเข้าบอลไวและถึงเนื้อถึงตัวจริงๆ

เกมรวดเร็วเหมือนเราเร่ง speed ไปที่ 1.5x เวลาดูหนังใน netflix ซึ่งอาจจะเป็นผลพวงจาก “เป้าหมาย” และ “แรงจูงใจ” ที่ทั้งคู่ต้องการ 3 แต้มจากผลการแข่งขันเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ดราม่าเกมนี้เกิดขึ้นในนาที 33 เมื่อ เอดิสัน คาวานี่ พังประตู 1-0 แต่ถูก VAR ริบในจังหวะที่ สก็อตต์ แม็คโทมิเนย์ เอามือไปฟาดหน้า ซน เฮือง มิน (อาจจะพูดได้ว่าปลายเล็บปาดก็ได้อยู่)

เหตุการนี้มันเริ่มมาจากการที่แข้ง k-Pop ไปดึงไปเหนี่ยว แม็คโท แต่สัญชาตญาณคนมันโดนรบกวนก็ต้องพยายามสะบัดแต่ดันเฉี่ยวหน้า ยิ่งดูจากภาพช้าจึงมองเป็นอื่นไม่ได้นอกจาก “ฟาว์ล” สถานเดียว

แต่ปัญหามันอยู่ที่ว่าจังหวะมันย้อนกลับมาค่อนข้างไกลเพราะผู้ตัดสิน คริส คาวานาฟ ส่งสัญญาณ play on จนบอลเล่นไป 2-3 ทอดแล้ว

บังเอิญ “ปีศาจแดง” ชนะในเกมนี้ผมเลยขอแตะเบาๆ ไม่ซีเรียสอะไรมาก

ทั้งนี้ทั้งนั้นงานของ “รองจ่าฝูง” กลายเป็นงานหยาบเมื่อเมื่อ ลินเดอเลิฟ สกัดวืดหนเดียวกลายเป็นที่มาของประตู 1-0 จาก ซน และดันเกิดขึ้นก่อนหมดครึ่งแรก 5 นาที

โจทย์ลำบากของ ยูไนเต็ด ที่ต้องตามหลัง (อีกแล้ว) คือจะเล่นสวนลำบากและ สเปอร์ส ใช้แผนเดิมๆคือไม่ว่าฝ่ายตรงข้ามเป็นใครเมื่อนำแล้วจะอุดเน้นรับทันที

ด้วยความสัตย์จริงผมมั่นใจว่า “ปีศาจแดง” กลับมาได้แน่แค่จะเสมอหรือยิงแซงเท่านั้น ขอสาบานถ้าโกหกขอให้กระเจี๊ยวผมติดเชื้อเลยก็ได้

สาเหตุที่มั่นใจคือ ผมไม่เชื่อมั่นใน “แนวรับ” ของ “น้องไก่” ที่ไม่เคยยืนระยะอยู่ได้นาน เป็นแบบนี้จน โจเซ่ มูรินโญ่ ตำหนิออกสื่ออยู่บ่อยๆ

และ 2 แมนฯยูฯ เป็นเจ้าของ “คัมแบ็ค” 8 หนในฤดูกาลนี้และแน่นอนครับลูกทีม โอเล่ กุนนาร์​ โซลชา ทำได้เป็นหนที่ 9 ซึ่งถือเป็นสถิติใหม่โดดๆไปแล้ว (หลังก่อนเกมนี้ตัวเลขเท่า นิวคาสเซิ่ล)

แผนตั้งรับเพื่อรอสวนของ “ไก่เดือยทอง” มักย้อนกลับมาเข้าตัวเองเพราะถ้าคู่ต่อสู้มีพวกวางบอลแม่นๆหรือจมูกไวในการเข้าทำ แนวรับที่มีปัญหาอยู่แล้วมันโดนทดสอบเรื่อยๆยังไงก็ต้องโดน

ก่อนโดน 1-1 ผมเห็นทีมเยือนพยายามใช้ลูกเปิดจากด้านข้างมากขึ้นจนฝั่ง สเปอร์ส ต้องช่วยกันเคลียร์ออกหลัง 2-3 หน เรียกว่าสีหน้าเครียดชัดเจน

ประตูของ เฟรด ถือว่ามาเร็วกว่าที่คาดและเป็นการเข้าทำที่ตอกย้ำว่าแนวรับของ สเปอร์ส ยังไม่อยู่ในสภาวะถูกขยี้อย่างต่อเนื่องได้ตลอดรอดฝั่ง

ลูกนี้ต้องยอมครับเพราะเป็นการเข้าทำในจุดที่ประชากรหนาแน่นที่สุดคือตรงหัวกระโหลกโดย “ปีศาจแดง” ใช้ผู้เล่นแค่ 4 คนทำชิ่งเคาะจังหวะเดียว 5 ครั้งฝ่าเม็ดเลือดขาวที่นับไวๆแล้วน่าจะ 6-7 ตัว (ถ้านับ คาวานี่ ยิงและเฟร็ดเก็บตกรวมเป็น 7 จังหวะ)

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เกมนี้มีผู้แพ้ผู้ชนะคือการลงสนามของ เมสัน กรีนวู้ด แทน มาร์คัส แรชฟอร์ด ในนาที 72 และ “ไม้เขียว” อยู่ในสนามได้แค่ 7 นาทีก็จัดแอสซิสต์ให้ คาวานี่ ทันที

กองหน้าเข้าฮอร์ตชอบการเปิดจังหวะเดียวเพราะคุณออกตัววิ่งทันทีโอกาสนั้นมาถึง จะเข้าถึงบอลพอดีกับที่เพื่อนส่งมาไหมก็เป็นอีกเรื่อง

แต่การยึกยัก 2-3 จังหวะแล้วค่อยเปิด คุณไม่มีทางกะ timing ได้เลย pace การวิ่งของคุณมายังจุดนัดพบในหนแรกมันไม่สวยเหมือนเก่า แถมองค์ประกอบนิเวศน์รอบตัวมันก็ไม่เหมือนเดิม กล่าวคือทุกอย่างเสียไปหมด

ยูไนเต็ด มาได้ scoresheet สวยๆช่วงทดเจ็บจาก กรีนวู้ด คนเดิมและผลพวงจากการเล่นได้ทั้ง 2 เท้าทำให้การโยกหลอกว่าจะเข้าซ้ายแค่นิดเดียวถึงกับเปิดพื้นที่เท้าขวาให้ตะบัน 3-1

ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องชมคนจ่ายอย่าง ป็อกบา ที่ใช้เทคนิค 2 อย่างผสมกันทั้ง skill dribling และ strength หนี 2 ผู้เล่น สเปอร์ส จากจุดที่ไกลจากประตูจนน้อนเอาไปปรุงแต่งต่ออีกเล็กน้อย

เราพูดได้ว่าครึ่งหลัง “ปีศาจแดง” ลงสนามด้วยความดุดันขึ้นและมูฟเม้นท์มุทะลุขึ้นกว่าครึ่งแรกชัดเจน

เร้ดอาร์มี่มีเรื่องดีๆให้พูดถึงหลายๆอย่างในเกมนี้ อาจจะเป็นการโชว์เปิดสวยๆ 2 หนของ ลุค ชอร์ ไปที่เสา 2 แต่ท้ายที่สุดเพื่อนทำเสียของเอง

หรืออาจจะเป็นการเซฟที่ทำให้แฟนบอลและเพื่อนร่วมทีมรู้สึกไว้ใจของ ดีน เฮนเดอร์สัน โดยเฉพาะการโชว์การใช้ขาเซฟและยืนตำแหน่งปิดเสาแรกที่แน่นอนจนลูกลักไก่ของ แฮร์รี่ เคน ทำได้แค่ “เกือบ”

ประเด็นย่อยขำๆอาจจะไม่เกี่ยวกับเกมนี้โดยตรงคือการหยุดเกมพราะนักเตะเจ็บมันเกิดขึ้นถี่มากจนเรารู้สึกเสียอรรถรส

ถ้าจ็บจริง โอเคเพื่อความปลอดภัยของนักกีฬา เกมหยุดถูกต้องแล้วแต่ในยุค modern football หลายคนและหลายทีมหันมานอนเพื่อให้เกมหยุดในจังหวะที่ทีมมีสกอร์ได้เปรียบ หรือเสียการครองบอล รวมถึงพวกเจ็บนอกสนามแล้วลุกขึ้นมานอนในสนาม

สมัยก่อนไม่มีนะครับ เจ็บนอกสนามก็นอกไปเลย หรือถ้าเจ็บแต่ดูแล้วไม่อันตรายถึงชีวิตพวกนักกีฬาก็เล่นกันต่อ ไม่มีใครมาโวยวายอะไรซักเท่าไหร่

แรกเริ่มเดิมที การเตะบอลทิ้งมีไว้เฉพาะการบาดเจ็บที่อันตรายถ้าไม่รีบปฐมพยาบาลแต่สมัยนี้เล่นแร่ แปรธาตุ จนส่วนใหญ่ต้องเตะทิ้งแบบ “จำยอม” หรือเตะออกเองเพื่อให้เกมหยุด (กลัวเสียเปรียบตัวผู้เล่น)

แนวทางที่ผมคิดว่าอาจจะช่วยได้คือถ้านักเตะคนไหนเจ็บแล้วต้องหยุดเกมเพื่อให้ทีมงานเข้ามาปฐมพยาบาลจะต้องออกจากสนามและจะเข้าได้ก็ต่อเมื่อ “คู่แข่ง” ทำ “บอลตาย” (ออกข้างออกหลัง, ทำฟาว์ล ฯลฯ)

ถ้าเงื่อนไขเป็นไปตามนี้พวกเจ็บ “การเมือง” (ที่กินน้ำแล้วลุกขึ้นมาเล่นได้ทันที) จะไม่มีแน่ๆ ไม่มีใครอยากเสียเปรียบตัวผู้เล่น

คนที่เจ็บจริงเช่นโหม่งแล้วหัวกระแทกอันนี้ยังไงผู้ตัดสินก็เป่าหยุดทันทีอยู่แล้วแต่พวกเป็นตะคริวเอง โดนแซะล้มอะไรพวกนี้มันน่ารำคาญ ผมเชื่อว่าแก้ปัญหานี้ได้ไม่มากก็น้อย

พูดไปก็เท่านั้น มันไม่ไปถึงหูคนมีอำนาจ ถือว่ามาบ่นๆให้ฟังละกันครับ

สำหรับ สเปอร์ส สัปดาห์นี้ตกอยู่ในฐานะผู้เสียเปรียบหลังบรรดาคู่แข่งชิงพิ้นที่ไป UCL เก็บชัยกันหมดทั้ง เวสต์แฮม,เชลซี และ ลิเวอร์พูล

ตอนนี้จึงตามหลังอันดับ 4 อย่าง “ขุนค้อน” ไปแล้วถึง 6 แต้ม คงต้องออกแรงทั้งตัวเองและตามแช่งกันเหนื่อยหน่อย

เป้าหมายไปยุโรปยังไม่ถึงกับจับต้องไม่ได้แค่ยากขึ้นแต่ที่แน่ๆคือ มูรินโญ่ มีงานใหญ่คือการล้ม แมนฯซิตี้ เพื่อคว้าแชมป์ คาราบาว คัพ

ผลลัพท์ที่ เวมบลีย์ ในวันอาทิตย์ที่ 22 เมษายน ผมเชื่อว่าจะส่งผลในแง่ของสภาพจิตใจกับโปรแกรมที่เหลืออยู่ในลีกแน่นอนครับ

ครับ ชัยชนะของ แมนฯยูไนเต็ด อาจจะทำให้ แมนฯซิตี้ แค่รู้สึก “รำคาญ” เล็กน้อยเพราะ เป๊ป เลือกโรเตชั่นเพื่อเกมยุโรปกับ ดอร์ทมุนด์ จนแพ้ ลีดส์ ยูไนเต็ด 2-1 เมื่อวันเสาร์จนวันนี้ถูกตามมาห่างๆ 11 แต้ม

และด้วยความที่ “เรือใบ” ยังมีบอลถ้วยอยู่ครบทุกรายการทำให้ฝั่ง “ปีศาจแดง” อาจจะขอ “ตื้อ” ไปเรื่อยๆจนกว่าหลักคณิตศาสตร์มันจะเป็นไปไม่ได้นู่นแหละครับ…


ขอบคุณเนื้อหาจาก Soccersuck.com http://www.soccersuck.com/boards/topic/1990275

 

Ad Space

You Might Also Like