คอลัมน์บอล

ย้อนรอย 4 นัดชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ที่มีหนึ่งในทีมที่เข้าชิงได้ลงเล่นในประเทศตัวเอง (คลิป) – FEATURE

จากข่าวลือที่ว่า ยูฟ่า หรือ สหภาพสมาคมฟุตบอลยุโรป ได้มีความคิดที่จะย้ายสังเวียนฟาดแข้งในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ระหว่าง เชลซี กับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จากสนาม ดิ โอลิมปิก อาทาเทิร์ค ในกรุงอิสตันบูล ประเทศตุรกี มาแข่งขันกันที่ประเทศอังกฤษเพื่อความสะดวกและประเด็นเรื่องควาปลอดภัยแทนนั้นวันนี้เราจึงอยากลองพาทุกท่านย้อนกลับไปดู 4 ครั้งในถ้วยใหญ่ของยุโรปนับตั้งแต่เปลี่ยนชื่อมาเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อปี 1992 ที่มีทีมเข้าชิงชนะเลิศได้ลงเล่นในประเทศของตัวเอง โดยจะมีฤดูกาลใดบ้างและผลการแข่งขันออกมาเป็นเช่นไร ตามไปดูกัน…

เป็นการเข้าชิงชนะเลิศระหว่าง ยูเวนตุส ที่ยุคนั้นมีทั้ง เดล ปิเอโร อันโตนิโอ คอนเต้ ดิดิเยร์ เดชอง จานลูก้า วิอัลลี เป็นตัวชูโรง พบกับ อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ที่มี เอ็ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ แฟรงค์ เดอ บัวร์ เอ็ดการ์ ดาวิด เอ็นวาโก้ คานู เป็นสตาร์ประจำทีม ซึ่งในเกมดังกล่าวเป็น ยูเวนตุส ออกนำก่อนจาก ฟาบริซิโอ ราวาเนลลี ก่อนที่ ยารี ลิตมาเนน จะมาตามตีเสมอก่อนจบครึ่งแรก หลังจากนั้นทั่งคู่ยทำประตูกันเพิ่มไม่ได้ตลอด 120 นาทีต้องไปดวลจุดโทษชี้ขาด และเป็น ม้าลาย ที่เฉียบคมกว่าคว้าชัยบนผืนแผ่นดินอิตาลีไปได้สำเร็จ

อีกเพียง 1 ปีต่อมารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฟาดแข้งกันที่เมืองมิวนิค และเป็น โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ภายใต้การคุมทีมของ อ็อตต์มาร์ ฮิตซ์เฟลด์ โคจรมาพบกับ ยูเวนตุส ของ มาร์เซโล ลิปปี้ แชมป์เก่า ที่มีการเปลี่ยนแปลงทีมจากชุดแชมป์ซีซั่นก่อนพอสมควร โดยมีชื่อของ ซีเนดีน ซีดาน คริสเตียน วิอัลลี และ แอนเจโล ดิ ลิวิโอ เพิ่มเติมเข้ามา แต่กลับเป็น เสือเหลือง ที่ออกนำก่อน 2 ประตูในครึ่งแรกจาก คาร์ล-ไฮนซ์ รีดเล ก่อนที่ เดล ปิเอโร ตัวสำรองจะมายิงตีไข่แตกช่วงครึ่งหลัง ก่อนที่ ลาร์ส ริคเคน จะมายิงย้ำชับให้ ดอร์ทมุนด์ เอาชนะะในบ้านไปได้ 3-1

จากนั้นต้องรออีกกว่า 10 ปีจนกระทั่ง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ที่มี เนมันยา วิดิช ริโอ เฟอร์ดินานด์ และ เวนย์ รูนีย์ เป็นตัวชูโรง โคจรมาพบกับ บาร์เซโลนา ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา ที่เรียกว่าซุเปอร์สตาร์แทบทั้งที่เช่น เมสซี ดาวิด บีญา อิเนียสตา ชาบี ซึ่งเกมวันนั้น เปโดร ยิงให้ บาร์ซ่า ออกนำก่อน แต่ รูนีย์ มายิงตีเสมอให้ทีมก่อนหมดครึ่งแรก ในครึ่งหลัง เจ้าบุญทุ่ม มาบวกเพิ่มได้อีกสองประตูจาด ลิโอเนล เมสซี และ ดาวิด บีญา ช่วยให้ บาร์เซโลนา บุกมาคว้าแชมป์ได้ถึงเมืองผู้ดีในปีนั้น

อีกเพียง 1 ปีถัดมา บาเยิร์น มิวนิค ของ จุ๊ปป์ ไฮย์เกส ที่มีสตาร์อย่าง อาร์เยน ร็อบเบน ฟร็องค์ ริเบรี บาสเตียน ชไวน์สไตเกอร์ ทะลุเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศแถมเป็นการได้เล่นในรังเหย้าของตัวเองพบกับ เชลซี ของ โรแบร์โต้ ดิ มัตเตโอ ที่มีตัวหลักอย่าง ดิดิเยร์ ดร็อกบา แฟรงค์ แลมพาร์ด และ ปีเตอร์ เช็คโดย โธมัส มึลเลอร์ โหม่งให้ เสือใต้ ออกนำก่อน ในนาทีที่ 83 แต่แล้ว ดร็อกบา มาโขกตีเสมอในนาทีที่ 88 จนจบ 120 นาทีทำอะไรกันไม่ได้ต้องดวลจุดโทษชี้ขาด และเป็น สิงโตน้ำเงินคราม ที่ยิงได้คมกว่า บุกมาคว้าแชมป์ได้ถึง มิวนิค และนั่นเป็นครั้งสุดท้ายที่มีทีมใดทีมหนึ่งได้เข้าชิง แชมเปี้ยนส์ลีก บนผืนแผ่นดินตัวเองมาจนถึงทุกวันนี้


ขอบคุณเนื้อหาจาก 90min.com https://www.90min.com/th/posts/4-uefa-champions-league-final-who-played-in-their-own-country

 

Ad Space

You Might Also Like