คอลัมน์บอล

เยอรมนี หลังสิ้นสุดยุค เลิฟ ได้เวลานับหนึ่งเพื่อกู้ศรัทธา – FEATURE

เป็นอีกหนึ่งทีมใหญ่ที่ทำผลงานในศึก ยูโร 2020 ได้แบบน่าผิดหวังจริงๆ เพราะตั้งเป้าหวังประสบความสำเร็จด้วยการไปให้ถึงตำแหน่งแชมป์ เพื่อเป็นการสั่งลาให้กับกุนซือ โจอาคิม เลิฟ ซึ่งจะก้าวเท้าลงจากตำแหน่งในช่วงหลังจบทัวร์นาเมนต์นั่นเอง แต่สุดท้าย "อินทรีเหล็ก" เยอรมนี กลับไปไม่ถึงฝั่งฝัน เพราะพลาดท่าแพ้ อังกฤษ ทีมคู่รักคู่แค้นด้วยสกอร์ 0-2 จึงต้องจอดป้ายเพียงแค่รอบ 16 ทีมเท่านั้น ซึ่งถือว่าเป็นความล้มเหลวของอดีตแชมป์รายการนี้ถึง 3 สมัยแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้เลย

ถ้าจะว่าไปแล้ว "อินทรีเหล็ก" มีปัญหาเรื่องฟอร์มการเล่นตั้งแต่ช่วงก่อนเริ่มต้นศึกยูโร 2020 เสียด้วยซ้ำ เพราะทำผลงานไม่คงเส้นคงวาเอาเสียเลย โดยเมื่อช่วงปลายที่แล้วเคยบุกไปแพ้ สเปน แบบยับเยินถึง 0-6 ในศึกยูฟ่า เนชั่นส์ลีก และเคยกล้าๆ แพ้แบบพลิกล็อกให้กับ มาซิโดเนียเหนือ ทีมรองบ่อนคาบ้านของตัวเอง 1-2 ในศึกฟุตบอลโลก 2022 รอบคัดเลือก โซนยุโรป เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมาอีกด้วย

ส่วนในศึกยูโร 2020 ดูเหมือนว่า เลิฟ จะไม่กล้าใช้ทีมสายเลือดใหม่เหมือนอย่างที่ตั้งใจเอาไว้ในตอนแรก เพราะได้ตัดสินใจเรียก 2 แข้งเก๋าอย่าง มัตส์ ฮุมเมลส์ กับ โธมัส มุลเลอร์ ให้กลับมาช่วยบ้านเกิดอีกครั้ง ทั้งๆ ที่เคยประกาศตัดชื่อออกไปจากสาระบบทีมชาติไปแล้ว เพื่อจะได้สร้างทีมยุคใหม่ในช่วงหลังพบกับความล้มเหลวจากศึกฟุตบอลโลก 2018

แม้จะอยู่สายแข็งที่สุดในกลุ่ม เอฟ แต่ยังพอจะเอาตัวรอดไปได้แบบหืดจับ โดยเริ่มต้นรอบแบ่งกลุ่มด้วยการปราชัยให้กับ ฝรั่งเศส 0-1 แต่นัดที่ 2 กลับมาโชว์ฟอร์มสุดเฉียบยิงแซงชนะ โปรตุเกส แชมป์เก่าได้แบบสุดมันส์ 4-2 และปิดท้ายด้วยนัดที่ 3 ทำได้เพียงไล่ตีเสมอ ฮังการี 2-2 จึงได้ผ่านเข้ารอบในฐานะรองแชมป์กลุ่ม และไปพลาดท่าแพ้ อังกฤษ ในรอบ 16 ทีมสุดท้ายนั่นเอง

ทำให้ เลิฟ ต้องปิดฉากการคุมทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" ไปแบบสุดกร่อย หลังจากที่อยู่ปักหลักคุมทีมบ้านเกิดมานานถึง 15 ปีเลยทีเดียว นับตั้งแต่ตอนที่ได้รับการเลื่อนชั้นจากตำแหน่งผู้ช่วยของ เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์ ให้ขึ้นมาสวมบทเป็นกุนซือในช่วงหลังจบศึกฟุตบอลโลก 2006 โดยมีสถิติคุมทีมไปทั้งหมด 197 เกม ชนะ 124 นัด เสมอ 40 นัด แพ้ 33 นัด และพาทีมประสบความสำเร็จสูงสุดจากการคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014

หลังจากนี้ "อินทรีเหล็ก" จะเข้าสู่ยุคของกุนซือคนใหม่ นั่นก็คือ ฮันส์ ดีเตอร์ ฟลิค ซึ่งเคยสวมบทเป็นผู้ช่วยของ เลิฟ ระหว่างปี 2006-2014 และอยู่ในทีมชุดคว้าแชมป์ฟุตบอลโลก 2014 ด้วย ก่อนจะย้ายไปรับงานเป็นกุนซือแบบเต็มตัว พร้อมกับสร้างชื่อโด่งดังกระฉ่อนโลกจากงานคุมทัพ บาเยิร์น มิวนิค ชุดเข้าป้าย "ทริปเปิ้ลแชมป์" ในฤดูกาล 2019/2020 ได้ถึง 3 รายการใหญ่ โดยเฉพาะการยึดบัลลังก์ "เจ้าสโมสรยุโรป" ในฐานะแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แบบคว้าชัยได้ทุกเกมที่ลงสนามถึง 11 นัดติดต่อกัน

จึงต้องลองดูกันต่อไปว่า ฟลิค จะเข้ามาปรับเปลี่ยนทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" ให้แตกต่างไปจากยุคของ เลิฟ มากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่ๆ ก็คือจะต้องมีการปรับปรุงเรื่องแนวรับเป็นอันดับต้นๆ เพราะผลงานในศึกยูโร 2020 เป็นที่ประจักษ์แล้วว่ากองหลังมีปัญหาจริงๆ จากเสียประตูไปมากถึง 7 ลูก ทั้งๆ ที่ลงเล่นไปเพียงแค่ 4 เกม เช่นเดียวกับแดนกลางที่ต้องรอดูกันว่าจะให้ใครยืนคุมแผงมิดฟิลด์เพื่อสวมบทเป็นทายาทของ โทนี่ โครส ซึ่งตัดสินใจเลิกรับใช้บ้านเกิดไปแล้ว แต่คาดว่า โจชัว คิมมิช น่าจะได้ทำหน้าที่แบบเต็มตัวไปเลย หลังจากที่โดน เลิฟ ขยับไปยืนเล่นเป็นแบ็กขวาตามตำแหน่งที่เคยใช้แจ้งเกิดมาก่อน

ปิดท้ายด้วยแนวรุกที่ยังคงต้องมองหากองหน้าตัวเป้ากันต่อไป เพราะขาดแคลนผู้เล่นในตำแหน่งนี้มาได้สักพักใหญ่ๆ แล้ว แม้ตอนนี้จะมี 2 แนวรุกตัวความหวังใหม่อย่าง ติโม แวร์เนอร์ รวมถึง ไค ฮาเวิร์ตซ ซึ่งพอจะพึ่งพาในเรื่องของการยิงประตูได้อยู่บ้าง แต่คงจะเป็นเรื่องที่ดีกว่าแน่ๆ ถ้าหากว่ามีตัวจบสกอร์ในจังหวะสุดท้ายได้แบบเฉียบคมอยู่ในทีมอีกสักหนึ่งราย

โปรดติดตามก้าวต่อไปของทัพลูกหนัง "อินทรีเหล็ก" ในช่วงหลังหมดยุคของ โจอาคิม เลิฟ พร้อมกับการเริ่มต้นนับหนึ่งของ ฮันส์ ดีเตอร์ ฟลิค ในฐานะกุนซือคนใหม่เพื่อกอบกู้ศรัทธาให้ทีมบ้านเกิดจากความผิดหวังในศึกยูโร 2020 โดยมีเป้าหมายหลักคือการหวนกลับไปเป็นชาติลูกหนังระดับหัวแถวของโลกที่มีลุ้นคว้าแชมป์รายการใหญ่เหมือนอย่างเมื่อครั้งอดีตให้ได้อีกครั้ง


ขอบคุณเนื้อหาจาก 90min.com https://www.90min.com/th/posts/feature-germany-post-low-era

 

Ad Space

You Might Also Like