บ้าบอลติดเทรนด์

อู๋ ธรรพ์ณธร ฝากรัฐบาล คิดถึงปชช. ไม่ใช่พวกพ้อง บริหารล้มเหลว-พิจารณาตัวเอง

โควิดทำอ่วม! อู๋ ธรรพ์ณธร ปิดรร.ดนตรียาว สะกิดรัฐบาลคิดถึงประชาชนเป็นหลัก ไม่ใช่พวกพ้อง ผิดพลาดซ้ำๆ คือล้มเหลว ควรพิจารณาตัวเอง

เรียกว่าโดนพิษโควิดเล่นงานทุกรอบ สำหรับนักร้องรุ่นใหญ่อู๋ ธรรพ์ณธร ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา นอกจากงานคอนเสิร์ตจะไม่มีแล้ว โรงเรียนดนตรียามาฮ่า มิวสิก สคูล สาขาเดอะไนน์ ที่ตนเองเป็นเจ้าของยังต้องปิดตามมาตรการล็อกดาวน์ จนถึงวันนี้ล่วงมาเกือบ 2 เดือนกว่าแล้ว

ล่าสุดวันที่ 19 ก.ค.64 อู๋ ธรรพ์ณธร ได้เปิดใจกับทาง“ข่าวสดบันเทิงออนไลน์” ถึงผลกระทบดังกล่าว พร้อมส่งสารถึงรัฐบาลในเรื่องการบริหารจัดการวัคซีนที่ล้มเหลว ก่อนทิ้งท้ายให้พิจารณาตัวเอง

โควิดระลอก3 ยังส่งผลกระทบกับโรงเรียนสอนดนตรีมากน้อยแค่ไหน? “อย่างที่ทุกคนทราบมันกระทบกันหมด แล้วก็ยิ่งหนักขึ้นเพราะว่ามันเป็นรอบที่3 แล้วแนวทางในการแก้ปัญหามันก็ไม่มีอะไรที่ชัดเจนขึ้น มันถูกปิดมาเรื่อยๆ แล้วรายได้มันไม่มีเลย มีแต่ค่าใช้จ่ายอย่างเดียว”

“ถามว่ากระทบมั้ย กระทบมากครับ โรงเรียนต้องปิดมาตั้งแต่ต้นเดือนเมษายนแล้ว แต่นี่คือซีซั่น3 แล้วที่โดนปิด เปิดมาได้แค่ช่วงสั้นๆ ยังไม่ฟื้นเท่าไหร่หลายๆ เรื่องมันก็ยังไม่เข้าที่เข้าทาง มาครั้งนี้อีกก็ยาวเลย แต่ดูท่าทางจากการประมาณการแล้วก็น่าจะไปปีหน้าเลยล่ะมั้ง”

แบบนี้คือต้องเปลี่ยนมาเรียนออนไลน์แทนทั้งหมด? “ไม่ใช่ทั้งหมด มีนักเรียนก็ส่วนหนึ่งที่เรียนออนไลน์ บางทีมาตรการที่มันออกมาผมว่ามันไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ รัฐมนตรีก็สั่งการมาทางโรงเรียน คนที่รับเรื่องก็เป็นทางโรงเรียนเอง”

“หมายถึงว่าความพร้อมของผู้ปกครองหรือว่าตัวเด็ก และทางเราเอง มันยังไม่ชัดเจนว่าพร้อมมั้ย เขามีวัตถุดิบที่จะมาเรียนมั้ย อินเตอร์เน็ตจะเสถียรมั้ย แล้วเราก็ต้องสั่งไปทางคุณครูซึ่งต้องเป็นคนสอน แต่สอนยังไงก็ยังไม่รู้เลย มันไม่มีมาตรการที่มารองรับอย่างชัดเจน”

“ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือต้องช่วยตัวเอง มีองค์กรหลายองค์กรออกมาระดมทุนบริจาค ซึ่งผมว่ามันเป็นการช่วยเหลือกันไปในในสังคมไทยที่มีมาเนิ่นนานแล้ว แต่ผมว่าสุดท้ายแล้วถ้าสถานการณ์แบบนี้มันยังเกิดขึ้นไปในยาวๆ คนที่มีกำลังก็จะอ่อนแรงไปด้วย”

“ทีนี้ใครจะมาระดมทุนรับบริจาคแบบนี้ แล้วก็ทางภาครัฐก็จะเนียนๆ ไปในทุกครั้งที่ผ่านมา รอดตัวไปทุกครั้ง แล้วเราก็คงต้องอ่อนแอไปในที่สุด มันก็กลับไปสะท้อนที่การทำงานของภาครัฐ เราไม่ได้ตำหนิ แต่ว่ามันไม่กระชับฉับไว ในเรื่องของภาษีที่เราเสียกันไปถ้ามันมีการเกลี่ยดีๆ ไงมันน่าจะมีผลที่ดีกว่านี้”

มองว่าการที่ประชาชนออกมาช่วยกันเองเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่การแก้ปัญหาที่ต้นเหตุซึ่งรัฐบาลต้องเป็นคนจัดการกลับไม่มีความชัดเจนใช่ไหม? “ใช่ครับ ไม่ชัดเจน อันนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะครับ”

“ในปัจจุบันเราไม่ได้รับความจริงจากทางหน่วยงานภาครัฐสักเท่าไหร่ แล้วหลายคนทำงานกันก็ห่วงแต่เรื่องของผลประโยชน์ พวกพ้อง หน้าตา เสียเชิงไม่ได้แต่เสียหายช่างมันอะไรอย่างเงี้ย มันก็อาจจะไม่ถูกสักทีเดียวนัก แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องที่ประชาชนต้องมาช่วยเหลือกันเอง”

“ส่วนหนึ่งเข้าใจว่าสังคมไทยช่วยเหลือกันอยู่แล้ว แต่อย่างที่บอกไปถ้าเราอ่อนแรงเมื่อไหร่แล้วภาครัฐไม่เข้ามาช่วยไม่มาแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ปัญหาที่มันสะสมมันก็จะบานปลายไปใหญ่ ทำให้คนยิ่งหมดความเชื่อมั่น ถกเถียงการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน มันก็จะทวีความรุนแรงมากขึ้น”

ประเด็นเรื่องวัคซีนมีความเห็นยังไง? “ตอนนี้เราคุยกันในเรื่องของสุดท้ายแล้วคือวัคซีนมันก็ยังไม่เพียงพอ แต่เริ่มต้นเลยเราก็คงทราบกันดีอยู่ว่าด้วยการตัดสินใจผิด แล้วเราชะล่าใจหมายถึงในฝั่งของทางรัฐบาล ประวิงเวลาด้วยเรื่องอะไรก็ตาม อาจจะมั่นใจใน 2-3 คลัสเตอร์แรกว่าเราแก้ปัญหาได้ แล้วพอมันมาเปลี่ยนสายพันธุ์ทำให้การระบาดเพิ่มเร็วมากขึ้น คราวนี้เลยไม่ทัน

“หลายๆ คนก็พูดว่าเราควรจะกระจายวัคซีนออกไปให้ได้มากที่สุด เหมือนกับกระจายคูหาเลือกตั้ง แล้วก็เทรนคนที่มีความสามารถบุรุษพยาบาลหรือพยาบาลมาช่วยคุณหมอหลักๆ ที่มีประสิทธิภาพในการทำงานจริงๆ ทำยังไงก็ตามให้มันกระจายได้มากที่สุดครับ”

การบริหารจัดการวัคซีนของรัฐบาลถือว่าล้มเหลวไหม? “ผมว่าส่วนหนึ่งมันเป็นหน้าที่ของภาครัฐที่จะต้องดูแล มันไม่ใช่เรื่องของประชาชนในประเทศไทยที่จะต้องซื้อวัคซีนมาฉีดเอง”

ถามถึงเรื่องที่โพสต์ว่า “อุปกรณ์การแพทย์ไม่เคยครบ อุปกรณ์การรบไม่เคยขาด” คือกำลังรู้สึกอะไร? “รู้สึกว่าในทุกครั้งที่เกิดสถานการณ์บางอย่าง ตอนนี้เราก็อยู่ในภาวะสงครามนะครับ สงครามโลกเหมือนกันแต่เป็นโรคที่เป็น ร.เรือ แต่ต้องบอกก่อนว่าล่าสุดที่เราคุยกันตอนนี้อีเจ็กต์เรื่องเรือดำน้ำไปแล้วจากที่มีข่าวว่าจะนำเข้ามา”

“ผมว่าในทุกๆ ครั้งเวลาที่เรามีปัญหาที่จะต้องแก้จริงๆ เราถูกอบรมสั่งสอนมาด้วยว่าจะต้องคิดในหัวว่าอะไรสำคัญก่อนหนึ่งสองสามสี่ แล้วในปัจจุบันคนที่บริหารดูแลคนที่เราให้ความไว้วางใจเข้าไปปกครองดูแลบ้านเมืองแทนพวกเรา เขากลับไม่ให้ความสำคัญกับตรงนี้”

“เลยรู้สึกว่าบางทีเขาอาจจะชินกับการบริหารแบบนี้ก็ได้เขาเป็นนักรบอ่ะเนาะ ซึ่งตอนนี้นักรบของเราที่จะต้องไปสู้รบจริงๆ ก็คือคุณหมอและพยาบาล เลยอยากจะให้อุปกรณ์ทั้งหลายแหล่ที่มันสามารถช่วยชีวิตและทำให้การทำงานมันราบรื่นขึ้นมันครบครันเหมือนกับตอนที่เราลงนามจัดซื้ออาวุธ”

แต่ก่อนที่จะมีการอีเจ็กต์โปรเจ็กต์นี้ไป ตอนแรกที่เห็นข่าวว่าจะมีการสั่งซื้อดำน้ำเป็นยังไง? “รู้สึกเศร้าอ่ะ หลายๆ คนก็คงเศร้า ไม่รู้จะพูดอะไรแล้วว่าเออ…ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมมันต้องมาอยู่ในสภาพแบบนี้ ทำไมเราไม่ช่วยกัน เราไม่เห็นความสำคัญอะไรมาก่อนมาหลังน่าจะเป็นทำนองนั้นมากกว่า”

ว่ากันด้วยเรื่องของเค้ก…อันนี้อยากสงสารไปถึงใครหรือเปล่า? “ช่วงนี้ทำขนมหวานเยอะ(หัวเราะ) มันก็เป็นเรื่องที่อยู่ในโลกใบนี้อยู่ในสังคมมาช้านานแล้วครับ เรามักจะมองว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่มันเกิดขึ้นมันเป็นเหมือนของหวาน”

“ง่ายกับการหากินกับของหวานชิ้นนี้ แล้วมันต้องแบ่งกัน คนที่กินเยอะหน่อยก็เอาไปเยอะหน่อย คนที่ไม่ค่อยมีกำลังวังชาก็ได้กินคำเล็กหน่อย ผมว่าหลายๆ คนน่าจะเข้าใจในเรื่องของการแบ่งชิ้นเค้ก แต่ต้องอย่าลืมว่ามันอยู่บนความอยู่รอดของคนหลายๆ คน ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้อ่ะครับ”

หลายคนค่อนข้างหมดความเชื่อมั่นกับทางรัฐบาลไปแล้ว ส่วนตัวเราล่ะ? “ที่ผ่านมาเวลาตื่นเช้าก็จะถามครูเก๋า(แฟน)ว่า…วันนี้ทานอะไรดีครับ แต่หลังจากนี้เริ่มจะต้องเปลี่ยนคำถามแล้วเป็นว่า…ครูเก๋าเราจะเอาอะไรกินครับผม(หัวเราะ) ถ้ามันไม่ได้ถูกมีการเปลี่ยนแปลง”

“หากถามว่าเชื่อมั่นมั้ย ผมเปรียบเหมือนความรักดีกว่าครับ คนเรารักได้ก็หมดรักได้ถ้าเขายังทำร้ายเราอยู่ ถ้าเขาทำให้เราอกหักบ่อยๆ แต่ถามว่ามันจะให้โอกาสได้มั้ย ผมว่ามันก็น้อย ตอนนี้วิธีการที่จะทำให้เชื่อมั่นหรือไม่เชื่อมั่นมันต้องรีบออกมาทำอะไรให้มันเห็นเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน ส่วนใหญ่ที่เห็นไปมันมีแต่ความไม่แน่นอน ความไม่โปร่งใส”

สรุปคือไม่ค่อยจะเชื่อมันแหละ? “ไม่ค่อยเชื่อมั่นแล้วแหละ(หัวเราะ) ไม่ค่อยจะเชื่อมั่นเลยอ่ะครับเพราะว่าอย่างที่บอกมันโดนมาหลายหน มันก็ต้องเจ็บบ้างแหละครับ”

ถ้าจะให้พูดอะไรไปถึงรัฐบาลอยากส่งเสียงเรื่องไหนมากที่สุด? “ผมว่าหลายๆ คนพูดไปเยอะมากแล้วอ่ะครับ ผมว่ามันเศร้าอ่ะ คงจะเป็นเรื่องของการสื่อสาร เรื่องของการยอมรับความจริงว่าเราทำไม่ได้ อ่ะเริ่มใหม่ เริ่มใหม่แล้วยังไง เราต้องปรับเปลี่ยนบุคลากรมั้ย ทุกคนต้องมูฟออนแต่ไม่ได้มูฟออนเป็นวงกลมนะครับ ต้องมูฟออนไปข้างหน้า”

“ทุกคนทำผิดพลาดได้หมดแต่มันไม่ควรจะมากกว่า 2-3 ครั้ง ถ้ามากกว่านั้นผมเรียกว่ามันเป็นการล้มเหลวของการปฏิบัติหน้าที่ มันควรจะต้องพิจารณาตัวเอง แล้วก็ต้องดูว่าสุดท้ายแล้วเราจะเห็นกับคนกลุ่มใหญ่ประชาชนคนไทยที่อยู่ในประเทศ หรือว่าจะเห็นกับพวกพ้อง ผลประโยชน์”

“เราต้องคิดกันดีๆ คิดกันด้วยเหตุและผล ด้วยความสำคัญก่อนหลังว่าอะไรสำคัญกว่า ไม่ได้ตัดสินกันด้วยรสนิยม พวกพ้อง หรือคอนเน็กชั่น”


ขอบคุณเนื้อหาจาก Khaosod https://www.khaosod.co.th/entertainment/news_6518281

 

Ad Space

You Might Also Like